25/06/2026
เป็นนอมินีให้ต่างด้าวผิดกฎหมาย!
การใช้นอมินี (Nominee) กับความเสี่ยงทางกฎหมายในประเทศไทย ⚖️
การใช้นอมินี (Nominee) หรือการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ เป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐไทยจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตาม Department of Business Development ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act – FBA) ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งต่อผู้ถือหุ้นคนไทยและผู้ลงทุนต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างดังกล่าว
ปัจจุบัน Department of Business Development มีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบ “เครือข่ายนอมินี” โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย หากพบว่ามีการถือหุ้นแทนโดยไม่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจจริง หรือไม่มีแหล่งที่มาของเงินลงทุนที่แท้จริง อาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายและนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และภาษี
บทลงโทษตามกฎหมายมีความเข้มงวดหลายมิติ ได้แก่ (1) ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท และอาจมีค่าปรับรายวันไม่เกิน 50,000 บาทจนกว่าจะยุติการฝ่าฝืน (2) หากเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินแทนต่างชาติ อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และถูกบังคับขายทรัพย์สิน และ (3) หากโครงสร้างเกี่ยวพันกับการปกปิดแหล่งเงินหรือธุรกรรมอำพราง อาจเข้าข่ายความผิดตาม Anti-Money Laundering Office และกฎหมายอาญา ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์และโทษจำคุกเพิ่มเติม
ดังนั้น แนวทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ คือการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางที่กฎหมายรองรับ เช่น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าว (Foreign Business License – ตอ.2/ตอ.3), การขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก Thailand Board of Investment (BOI) หรือการใช้สิทธิประโยชน์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งช่วยoลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความมั่นคงในการลงทุนระยะยาว โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
Here are 20 English keywords with hashtags suitable for your topic (Nominee structures / foreign business law in Thailand), optimized for professional and international audience engagement:
ทุนจีนกว้านซื้อที่ดิน EEC จับตา ‘ชลบุรี-ระยอง’ ดีมานด์พุ่ง พัฒนาพื้นที่ตั้งโรงงาน
นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนภาคการผลิตในช่วง 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 ถึงเดือน มี.ค.2569 สัดส่วนนักลงทุนจีนในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รายงานปี 2562 นักลงทุนจีนในนิคมอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 6% แต่สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 สัดส่วนของนักลงทุนเพิ่มขึ้นมาเป็น 17.06% เป็นรองเพียงญี่ปุ่นที่มีสัดส่วน 22.75%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการจีนที่ย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น โดยการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นลักษณะการซื้อหรือเช่าที่ดินของนิคมอุตสาหกรรม
ความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการจีนสอดคล้องกับทิศทางของนักลงทุนในหลายประเทศที่เข้าไปซื้อที่ดินเพื่อรองรับการลงทุนในหลายประเทศ โดยนิกเคอิ เอเชีย เคยรายงานเมื่อปี 2564 ถึงกระแสการกว้านซื้อที่ดินของบริษัทจีนในเอเชีย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของจีนในการแผ่อิทธิพลและเป็นชนวนการต่อต้านหลายประเทศในอาเซียน เช่น การซื้อที่ดินเพื่อลงทุนเกษตรกรรม
การรุกซื้อที่ดินในต่างประเทศของบริษัทจีนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้บริษัทจีนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสการทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การเข้ามาลงทุนของกลุ่มนักลงทุนจีนรายใหญ่เริ่มเข้ามากว้านซื้อพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวนมาก โดยความต้องการที่ดินสำหรับตั้งโรงงานของผู้ประกอบการจีนที่มากขึ้นทำให้มีลักษณะการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม
แหล่งข่าว กล่าวว่า บริษัทจีนที่เข้ามาซื้อที่ดินมีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยพฤติกรรมการดำเนินการในพื้นที่กลับมีลักษณะรวบรวมที่ดินขนาดใหญ่ และเตรียมพัฒนารองรับโครงการอุตสาหกรรม โดยมีการซื้อสะสมที่ดินหลายพันไร่ และทยอยพัฒนาพื้นที่ขายเป็นเฟส โดยส่วนมากจะขายให้กับนักลงทุนจีนด้วยกัน
📌 กลยุทธ์ “กินรวบ” ตัดวงจรไทย
แหล่งข่าว กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทจีนเข้ามาลงทุนในไทยหลายลักษณะ โดยบางส่วนเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่มีเงื่อนไขการลงทุนกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ยังมีโมเดลธุรกิจที่สร้างความเสียหายที่สุด แบ่งเป็น
1.โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญซึ่งใช้ระบบทุนจีน แรงงานจีน และขายให้คนจีน โดยมีการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และแรงงานมาจากจีนทั้งหมด แม้กระทั่งของใช้จิปาถะอย่างไม้กวาดหรือน้ำยาล้างจาน ส่งผลให้ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการไทย (Local Content) เลยแม้แต่บาทเดียว
2.ปัญหานอมินีอำพรางที่ใช้สำนักงานบัญชีหรือทนายความไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อกว้านซื้อที่ดินทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมใน EEC รวมถึงย่านธุรกิจ เช่น เยาวราชและห้วยขวาง ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น 20-30% และค่าเช่าอาคารพาณิชย์ในบางย่านขยับตัวขึ้นถึง 3-10 เท่าตัว จนผู้ประกอบการไทยสู้ราคาไม่ไหวและต้องปิดกิจการไป
📌 กว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ EEC
ทั้งนี้ การกว้านซื้อที่ดินนอกนิคมอุตสาหกรรมใน EEC เช่น อ.ปลวกแดง จ.ระยอง, ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ของทุนจีนผ่านนอมินี ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น ทำให้ทุนไทยขยับขยายไม่ได้เพราะต้นทุนที่ดินและค่าเช่าที่พุ่งสูงเกือบ 3 เท่าในบางพื้นที่ ไม่สามารถเช่าพื้นที่เพื่อทำกินหรือขยายโรงงานได้ ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นล้มหายตายจากไป
“ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ การเข้ามากว้านซื้อที่ดินของกลุ่มทุน บางทีก็โทษผู้ขายไม่ได้ เพราะด้วยการปรับขึ้นราคาจากนายหน้าทำให้เจ้าของที่ดินก็ยินยอมที่จะขายที่ดินดังกล่าวในราคาที่รับได้ อีกทั้งการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นชุมชนมองว่าได้ประโยชน์กับตัวเอง” แหล่งข่าว กล่าว
นอกจากนี้ จากการสอบถามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่าโรงงานและทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากจีนหรือทุนศูนย์เหรียญได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมไทยมาก
ทั้งนี้มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงวิกฤตถึง 22-25 กลุ่ม จากทั้งหมด 46 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า (70.3%), กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (46.9%) และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239826
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic