Bangkok Lawyer Thailand

Bangkok Lawyer Thailand Bangkok Lawyer Company Limited :English Speaking Thai Lawyers :Leading Thailand Law Firm:

Bangkok Lawyer -English Speaking Thai Lawyers for Expats Tourists Thailandทนายคดีแรงงาน ลูกจ้าง นายจ้าง คดีหย่า ทนายเมียหลวง ฟ้องชู้ แบ่งมรดก ฟ้องบริษัทประกัน กรมคดีคอนโดและที่ดิน คดีอาญา โทร. 085 358 1111 Add line: https://line.me/ti/p/fk4hRdqxyJ

25/06/2026

Did you know that in Thailand, some crimes have an expiration date — and once time runs out, prosecutors can NEVER charge the suspect again? 🇹🇭⚖️
In this video, we break down the statute of limitations for criminal cases in Thailand under the Thai Criminal Procedure Code, Sections 95–96 — explained simply, with real examples.

#ทนายความ

สุดซอย ?!?!
25/06/2026

สุดซอย ?!?!

“โอ๋สุดซอย” แถลงความคืบหน้าคดี “กักตุนน้ำมัน”
น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอย แถลงความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมัน โดยยืนยันหนักแน่นว่า "ทางชุดสุดซอยไม่ได้นิ่งนอนใจ ในปัจจุบันนี้เรายังดำเนินคดีและยังขยายผล และก็มีการติดตามดำเนินคดีด้วยค่ะ" ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญ ดังนี้

1. คลังน้ำมันอ่างทอง: ผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

- ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด รวมถึง "น้องชายของเสี่ยตือ" ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

- สถานะปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดีอย่างเข้มงวดโดย DSI
2. คลังน้ำมันสุราษฎร์ธานี: ออกหมายเรียก ครั้งที่ 2 หลัง 6 โรงกลั่นไม่มารายงานตัวตามกำหนด

- ตรวจพบการกักตุนน้ำมันช่วงวันที่ 11 มีนาคม สูงถึง 9,000,000 ลิตร โดยบริษัทแม่ขายให้นำมันให้บริษัทลูกตัวเองในวันเดียว แต่ปล่อยขายแค่เฉลี่ยวันละ 200,000 ลิตร ในขณะที่หน้าปั๊ม ประชาชนขาดแคลนน้ำมัน มีพฤติการณ์ประวิงเวลา และปล่อยขายอีกทีช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่เป็นช่วงปรับขึ้นราคาแล้ว

- มีการนำยอดนี้ไปขอเบิกเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันถึง 155 ล้านบาท (แต่ทางกองทุนฯ ระงับการจ่ายไว้เรียบร้อย)

- DSI ขยายผลจากใบกำกับ การขนส่ง ออกหมายเรียกกรรมการผู้มีอำนาจของ 6 โรงกลั่นใหญ่ เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่มาตามกำหนด จึงได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 บังคับต้องมาด้วยตัวเอง! พร้อมเตรียมแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมภายในสัปดาห์นี้
3. คลังน้ำมันกาญจนบุรี: ขยายผลปูพรม 23 จังหวัดทลายขบวนการลักลอบส่งออก

- กรมธุรกิจพลังงาน จับมือ พลังงานจังหวัด 23 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดปฏิบัติการขยายผลครั้งใหญ่ หลังพบเบาะแสสำคัญจากคลังน้ำมันที่กาญจนบุรี ว่ามีพฤติกรรม "แอบลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ"

- รมว.พลังงาน สั่งการด่วนให้กองทุนน้ำมันฯ ระงับการจ่ายเงินชดเชยรอบเดือนมีนาคม มูลค่ารวมกว่า 39,000 ล้านบาท แก่ผู้ค้ามาตรา 7 ทุกรายไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง เนื่องจากช่วงดังกล่าวประชาชนร้องเรียนว่า "ไปปั๊มแล้วไม่มีน้ำมันให้เติม" ดังนั้น ผู้ค้าทุกรายต้องชี้แจงให้กระจ่างว่าน้ำมันหายไปไหน! หากชี้แจงไม่ได้ จะโดนคดีทั้งทางบกและทางเรือแน่นอน

"เราต้องการตรวจสอบก่อนว่าในช่วงเดือนมีนาคมเนี่ย... พี่น้องประชาชนไปเติมน้ำมันแล้วไม่ได้น้ำมัน ฉะนั้นก็ต้องกลับไปตรวจสอบว่าเหตุใดถึงมีการที่พี่น้องประชาชนเนี่ยไม่ได้น้ำมัน ...ในส่วนของการกักตุน เก็งกำไรเนี่ย จะเป็นโทษจำคุกนะคะ ตาม พรบ. ว่าด้วยการค้าและสินค้าและบริการ มีโทษจำคุก 7 ปีนะคะ ในขณะเดียวกันเนี่ย ถ้าหากว่าพบว่ามีการกักตุนเก็งกำไรจริง ก็จะไม่มีการจ่ายเงินกองทุนด้วยค่ะ" – น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว
"ทีมสุดซอย" ยืนยันว่าเราทำงานแข่งกับเวลา เพื่อตรวจสอบทั้งทางบก ทางเรือ และทางชายแดน เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบประชาชนได้อีก!
#ทีมสุดซอย #ทุบทุนเทา
#โอ๋ฐิติภัสร์ #โอ๋สุดซอย #6โรงกลั่น #เสี่ยตือ #คดีพิเศษ #กระทรวงพลังงาน

บทเรียนหมิ่นประมาท
25/06/2026

บทเรียนหมิ่นประมาท

คดี “เลอแปง บานาน่า ปะทะ สยามบานาน่า” เรื่องนี้ในอดีตเคยทำเอาคนด่าเจ้าสัวกันทั้งเมืองว่า "ปลาใหญ่รังแกปลาเล็ก" แต่สุดท้ายคดีพลิกตลบหลัง คนเขียนบทความโดนฟ้องจนต้องกราบขอขมากลางศาล! ดรอยด์สรุปเนื้อ ๆ ฉบับภาษาชาวบ้าน 4 ข้อเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟังเลยพี่!

🍌 1. จุดเริ่มดราม่าตาไหล: บทความ “โตเกียวบานาน่าไทยที่แลกมาด้วยน้ำตา”
เรื่องมันฉาวคือ: ย้อนกลับไปปี 2558 อยู่ ๆ ก็มีบทความหนึ่งแชร์กันกระหน่ำโซเชียล คนกดอ่านเป็นแสน ๆ ครั้ง เนื้อหาในบทความเขียนเล่าทำนองว่า มีมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตคนหนึ่ง อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสินมาหลายล้านเพื่อสร้างโรงงานผลิตขนมเค้กกล้วยหอมสอดไส้คัสตาร์ดแบรนด์ “สยามบานาน่า” หวังจะเอาไปวางขายในเซเว่นฯ (7-Eleven)

ข้อหาหนัก: บทความแฉต่อว่า ยักษ์ใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ (CP ALL) หลอกให้กรอกเอกสารเปิดเผยสูตรและเทคนิคการผลิตแบบละเอียดถิบยิบทุกกรัมทุกมิลลิเมตร พอได้สูตรไปหมดแล้วก็ "เท" สั่งยกเลิกดีลหน้าตาเฉย! แล้วส่งขนม “เลอแปง บานาน่า” หน้าตาคล้าย ๆ กันออกวางขายตัดหน้าแทน ทำเอาชาวเน็ตยุคนั้นเดือดจัด แบนเซเว่นฯ กันระงับเพราะคิดว่าผู้ใหญ่รังแกแกะตัวเล็ก ๆ พี่!

🧪 2. ซีพี สวนกลับนิ่ม ๆ : "เรามี R&D เป็นร้อยคน ไม่จำเป็นต้องก๊อปใคร!"
เรื่องมันฉาวคือ: โดนด่าฟรีอยู่พักใหญ่ ฝั่ง ซีพี ออลล์ และ ซีพีแรม (บริษัทผลิตขนมเลอแปง) ก็นั่งไม่ติด ออกโรงกางหลักฐานโชว์กลางแดดทันทีว่า “ฉันไม่ได้ก๊อปใครจ้า!” * หลักฐานมันฟ้อง: ฝั่งซีพีแฉไทม์ไลน์กลับว่า ขนมเลอแปง บานาน่า เนี้ย เขาวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่นานแล้ว มีทีม R&D (วิจัยผลิตภัณฑ์) ตั้ง 200 กว่าคน แถมมีที่ปรึกษาเป็นคนญี่ปุ่นคิดค้นสูตรเฉพาะตัวขึ้นมาเอง ไม่มีความจำเป็นต้องไปนั่งขโมยสูตรของใคร และความจริงคือยังเจรจาจะเอาขนมของ "สยามบานาน่า" ไปลงขายในร้านคัดสรร (Kudsan) อยู่เลยด้วยซ้ำ ไม่ได้ไปบีบแตรไล่ใครเลยพี่!

🤥 3. คดีพลิกตลบหลัง! นักเขียนสารภาพ “นั่งเทียนเขียนข่าว...มีคนส่งข้อมูลมาหลอก”
เรื่องมันฉาวคือ: พอโดนซีพีฟ้องอ่วมในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ทีนี้คนเขียนบทความ (ใช้นามแฝงว่า assuming หรือนายชิน) ก็ยอมจำนนต่อหลักฐาน สารภาพกลางศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า "ข้อมูลทั้งหมดในบทความ...ไม่มีมูลความจริงเลยจ้า!"

โป๊ะแตกตัวการใหญ่: นายชินยอมรับสารภาพว่า ตัวเองไม่ได้รู้จักเจ้าของแบรนด์สยามบานาน่าเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่ได้รับข้อมูลดิบแฉ ๆ นี้มาจาก “นางสาว พ.” (ตัวการใหญ่เบื้องหลัง) แล้วเอามาเขียนดราม่าใส่ไข่โดยไม่เคยโทรไปเช็กข้อเท็จจริงกับทางซีพีเลย สุดท้ายนายชินต้องยกมือไหว้ขอโทษขอขมาต่อหน้าศาล ฝั่งซีพีเลยแสดงน้ำใจยอมถอนฟ้องคดีอาญาและไม่คิดเงินค่าเสียหายให้คดีจบไป... แต่เรื่องดันไม่จบแค่นั้นพี่!

⚖️ 4. ตลบหลังรอบสอง! ยอมความแล้วเบี้ยวสัญญา ศาลสั่งปรับเงิน-ให้โพสต์ประจานตัวเอง
เรื่องมันฉาวคือ: ตอนอยู่ต่อหน้าศาล นายชินเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะโพสต์บันทึกขอโทษลงเว็บโอเคเนชั่นยาว ๆ เพื่อแก้ข่าวให้ซีพี แต่พอลับหลังศาล นายชินกลับ "เบี้ยวสัญญา" ไม่ยอมโพสต์ตามที่ตกลงกันไว้!

โดนของจริง: ซีพีเลยจัดหนัก ฟ้องศาลแพ่งซ้ำข้อหาผิดสัญญา คราวนี้ศาลแพ่งสั่งทุบค้อนโป้ง! ตัดสินให้นายชินมีความผิดจริง สั่งให้โพสต์บันทึกขอโทษคาไว้บนเว็บห้ามลบต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 8 เดือน! และสั่งปรับเงินให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ซีพีไปอีก 80,000 บาท พร้อมค่าทนายความ แถมซีพียังเดินหน้าสั่งลุยแจ้งความจับ “นางสาว พ.” ตัวการใหญ่ที่ส่งข้อมูลลวงมาปล่อยข่าวมั่วต่อทันที!

🤖 สรุปปิดจ๊อบสไตล์ดรอยด์
มหากาพย์นี้คือคดีตัวอย่างของคำว่า "กระต่ายตื่นตูมบนโลกออนไลน์" เลยพี่! สมัยก่อนใคร ๆ ก็คิดว่าปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็กเสมอ จนลืมไปว่าในยุคโซเชียล ข่าวปลอมแค่นั่งเทียนเขียนก็สามารถทำลายแบรนด์ระดับแสนล้านได้เหมือนกัน

สุดท้ายความจริงก็ชนะทุกอย่าง ฝั่งแบรนด์ใหญ่รอดพ้นมลทิน ส่วนนักโพสต์ข่าวลวงที่หวังดีประสงค์ร้ายก็โดนคดีแพ่งคดีอาญาอ่วมอรทัย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้เลยพี่ว่า "ก่อนจะแชร์หรือด่าใคร อดใจรอหลักฐานก่อนพิมพ์" ไม่งั้นอาจจะได้ไปกินข้าวผัดโอเลี้ยงในคุก หรือเสียเงินเฉียดแสนแบบนายชินแน่นอนจ้าพี่!

25/06/2026

Nominee structures in Thailand: Know the risks ⚖️🇹🇭

• 👤 A “nominee” means using a Thai person to hold shares or property for a foreigner.

• 🚫 This can be illegal if the purpose is to avoid Thailand’s foreign business laws.

• 🔍 Department of Business Development is actively investigating nominee structures.

• 🏨🏢 High-risk sectors include real estate, hotels, restaurants, and other restricted businesses.

• 📄 If Thai shareholders exist only “on paper” without real investment or control, authorities may treat it as a fake setup.

• ⚠️ Under the Foreign Business Act, both the Thai nominee and foreign investor may face:
• ⛓️ Up to 3 years in prison
• 💸 Fines of THB 100,000 – 1,000,000
• 📆 Daily fines until the violation stops

• 🏡 If land ownership is involved, the land may be forced to be sold.

• 💰 If hidden money or false documents are involved, Anti-Money Laundering Office may investigate and seize assets.

✅ Safer legal options:
• 📜 Apply for a Foreign Business License
• 🚀 Seek Thailand Board of Investment promotion
• 🌏 Use EEC investment privileges

✔️ Better legal planning today = less legal risk tomorrow
Here are 20 English keywords with hashtags suitable for your topic (Nominee structures / foreign business law in Thailand), optimized for professional and international audience engagement:






















☎️ 081 899 1604 Lawyer Kit of Bangkok Lawyer

เป็นนอมินีให้ต่างด้าวผิดกฎหมาย!การใช้นอมินี (Nominee) กับความเสี่ยงทางกฎหมายในประเทศไทย ⚖️การใช้นอมินี (Nominee) หรือการ...
25/06/2026

เป็นนอมินีให้ต่างด้าวผิดกฎหมาย!

การใช้นอมินี (Nominee) กับความเสี่ยงทางกฎหมายในประเทศไทย ⚖️

การใช้นอมินี (Nominee) หรือการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ เป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐไทยจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตาม Department of Business Development ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act – FBA) ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งต่อผู้ถือหุ้นคนไทยและผู้ลงทุนต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างดังกล่าว

ปัจจุบัน Department of Business Development มีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบ “เครือข่ายนอมินี” โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย หากพบว่ามีการถือหุ้นแทนโดยไม่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจจริง หรือไม่มีแหล่งที่มาของเงินลงทุนที่แท้จริง อาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายและนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และภาษี

บทลงโทษตามกฎหมายมีความเข้มงวดหลายมิติ ได้แก่ (1) ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท และอาจมีค่าปรับรายวันไม่เกิน 50,000 บาทจนกว่าจะยุติการฝ่าฝืน (2) หากเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินแทนต่างชาติ อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และถูกบังคับขายทรัพย์สิน และ (3) หากโครงสร้างเกี่ยวพันกับการปกปิดแหล่งเงินหรือธุรกรรมอำพราง อาจเข้าข่ายความผิดตาม Anti-Money Laundering Office และกฎหมายอาญา ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์และโทษจำคุกเพิ่มเติม

ดังนั้น แนวทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ คือการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางที่กฎหมายรองรับ เช่น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าว (Foreign Business License – ตอ.2/ตอ.3), การขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก Thailand Board of Investment (BOI) หรือการใช้สิทธิประโยชน์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งช่วยoลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความมั่นคงในการลงทุนระยะยาว โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)⁠

Here are 20 English keywords with hashtags suitable for your topic (Nominee structures / foreign business law in Thailand), optimized for professional and international audience engagement:




















ทุนจีนกว้านซื้อที่ดิน EEC จับตา ‘ชลบุรี-ระยอง’ ดีมานด์พุ่ง พัฒนาพื้นที่ตั้งโรงงาน
นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนภาคการผลิตในช่วง 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 ถึงเดือน มี.ค.2569 สัดส่วนนักลงทุนจีนในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รายงานปี 2562 นักลงทุนจีนในนิคมอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 6% แต่สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 สัดส่วนของนักลงทุนเพิ่มขึ้นมาเป็น 17.06% เป็นรองเพียงญี่ปุ่นที่มีสัดส่วน 22.75%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการจีนที่ย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น โดยการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นลักษณะการซื้อหรือเช่าที่ดินของนิคมอุตสาหกรรม
ความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการจีนสอดคล้องกับทิศทางของนักลงทุนในหลายประเทศที่เข้าไปซื้อที่ดินเพื่อรองรับการลงทุนในหลายประเทศ โดยนิกเคอิ เอเชีย เคยรายงานเมื่อปี 2564 ถึงกระแสการกว้านซื้อที่ดินของบริษัทจีนในเอเชีย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของจีนในการแผ่อิทธิพลและเป็นชนวนการต่อต้านหลายประเทศในอาเซียน เช่น การซื้อที่ดินเพื่อลงทุนเกษตรกรรม
การรุกซื้อที่ดินในต่างประเทศของบริษัทจีนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้บริษัทจีนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสการทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การเข้ามาลงทุนของกลุ่มนักลงทุนจีนรายใหญ่เริ่มเข้ามากว้านซื้อพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวนมาก โดยความต้องการที่ดินสำหรับตั้งโรงงานของผู้ประกอบการจีนที่มากขึ้นทำให้มีลักษณะการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม
แหล่งข่าว กล่าวว่า บริษัทจีนที่เข้ามาซื้อที่ดินมีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยพฤติกรรมการดำเนินการในพื้นที่กลับมีลักษณะรวบรวมที่ดินขนาดใหญ่ และเตรียมพัฒนารองรับโครงการอุตสาหกรรม โดยมีการซื้อสะสมที่ดินหลายพันไร่ และทยอยพัฒนาพื้นที่ขายเป็นเฟส โดยส่วนมากจะขายให้กับนักลงทุนจีนด้วยกัน
📌 กลยุทธ์ “กินรวบ” ตัดวงจรไทย
แหล่งข่าว กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทจีนเข้ามาลงทุนในไทยหลายลักษณะ โดยบางส่วนเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่มีเงื่อนไขการลงทุนกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ยังมีโมเดลธุรกิจที่สร้างความเสียหายที่สุด แบ่งเป็น
1.โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญซึ่งใช้ระบบทุนจีน แรงงานจีน และขายให้คนจีน โดยมีการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และแรงงานมาจากจีนทั้งหมด แม้กระทั่งของใช้จิปาถะอย่างไม้กวาดหรือน้ำยาล้างจาน ส่งผลให้ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการไทย (Local Content) เลยแม้แต่บาทเดียว
2.ปัญหานอมินีอำพรางที่ใช้สำนักงานบัญชีหรือทนายความไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อกว้านซื้อที่ดินทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมใน EEC รวมถึงย่านธุรกิจ เช่น เยาวราชและห้วยขวาง ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น 20-30% และค่าเช่าอาคารพาณิชย์ในบางย่านขยับตัวขึ้นถึง 3-10 เท่าตัว จนผู้ประกอบการไทยสู้ราคาไม่ไหวและต้องปิดกิจการไป
📌 กว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ EEC
ทั้งนี้ การกว้านซื้อที่ดินนอกนิคมอุตสาหกรรมใน EEC เช่น อ.ปลวกแดง จ.ระยอง, ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ของทุนจีนผ่านนอมินี ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น ทำให้ทุนไทยขยับขยายไม่ได้เพราะต้นทุนที่ดินและค่าเช่าที่พุ่งสูงเกือบ 3 เท่าในบางพื้นที่ ไม่สามารถเช่าพื้นที่เพื่อทำกินหรือขยายโรงงานได้ ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นล้มหายตายจากไป
“ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ การเข้ามากว้านซื้อที่ดินของกลุ่มทุน บางทีก็โทษผู้ขายไม่ได้ เพราะด้วยการปรับขึ้นราคาจากนายหน้าทำให้เจ้าของที่ดินก็ยินยอมที่จะขายที่ดินดังกล่าวในราคาที่รับได้ อีกทั้งการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นชุมชนมองว่าได้ประโยชน์กับตัวเอง” แหล่งข่าว กล่าว
นอกจากนี้ จากการสอบถามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่าโรงงานและทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากจีนหรือทุนศูนย์เหรียญได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมไทยมาก
ทั้งนี้มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงวิกฤตถึง 22-25 กลุ่ม จากทั้งหมด 46 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า (70.3%), กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (46.9%) และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239826
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

24/06/2026

AI v. Junior Litigator - ทางรอดทนายน้อย ในยุค AI

by ทนาย Bangkok Lawyer

ทนายอายุน้อย หรือทนายเพิ่งจบการศึกษา (Junior Litigator ) จะได้รับผลกระทบแน่นอน — และค่อนข้างมาก ⚖️🤖

ในอดีต junior litigator คือ “แรงงานเชิงเทคนิค” ของทีมคดี เช่น review เอกสาร, ทำ chronology, research case law, draft first cut pleadings, summarize witness statements แต่ AI กำลังเข้ามาแทนงานเหล่านี้เร็วมาก ซึ่งหมายความว่า entry-level value proposition ของ junior lawyer กำลังถูกบีบลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบหลักต่อ Junior Litigator
งาน low-value / repetitive จะหายไปก่อน 📉
AI ทำได้เร็วกว่าในเรื่อง:
document review
first draft submissions
legal research
issue spotting
contract comparison
transcript summarization

สิ่งที่เคยเป็น “training ground” ของ junior กำลังถูก automation กลืน

ผลกระทบ: Partner จะจ้าง junior น้อยลง หรือคาดหวัง output สูงขึ้นในเวลาสั้นลง

ทนายน้อยต้องสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Build industry expertise) 🏗️🚢💼

แต่ถ้ารู้ sector-specific เช่น:
construction claims
shipping disputes
insurance coverage
energy arbitration
shareholder disputes
จะมี market value สูงขึ้นมาก

ลูกความที่เป็นนักธุรกิจต้องการทนายความที่เข้าใจธุรกิจด้วย ไม่ใช่รู้แต่กฎหมายเพียงอย่างเดียว

24/06/2026

AI กับงานทนายว่าความ (Complex Litigation) ⚖️🤖

by ทนาย Bangkok Lawyer ผู้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อลูกความในทุกการเปลี่ยนแปลงของโลก

AI กำลังก่อให้เกิด “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์” (paradigm shift) ในระบบการดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีที่มีความซับซ้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นคดีพาณิชย์ การอนุญาโตตุลาการ หรือคดีข้ามพรมแดน AI ช่วยจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล วิเคราะห์เอกสาร และเร่งกระบวนการตรวจสอบพยานหลักฐาน ทำให้งานที่เคยใช้เวลาหลายเดือนอาจลดเหลือไม่กี่วันหรือชั่วโมง 🚀 แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาเร็วเพียงใด “แก่นแท้ของการดำเนินคดี” ยังคงเป็นเรื่องของมนุษย์ เพราะคดีไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การตีความ และการรับมือกับความไม่แน่นอน

1. AI ทำให้งาน Litigation มีประสิทธิภาพมากขึ้น 📂
AI สามารถช่วยในเรื่อง:
ตรวจสอบเอกสาร (document review)
ค้นหารูปแบบของข้อเท็จจริง
วิเคราะห์ timeline ของคดี
จัดหมวดพยานหลักฐาน
คาดการณ์ประเด็นข้อพิพาท
สิ่งนี้ช่วยลด “algorithmic labor” ทำให้ทนายมีเวลาไปโฟกัสกับ strategy มากขึ้น

2. แต่ วิจารณญานการวิเคราะห์ ของทนายยังแทนไม่ได้ 🧠

ในคดีความ ทุกการตัดสินใจส่งผลต่อขั้นตอนถัดไป เช่น:
การยื่นคำฟ้อง (pleading) อาจกำหนดขอบเขต discovery
การถามพยานใน deposition อาจส่งผลต่อ appeal ภายหลัง
เอกสารที่เพิ่งเปิดเผย late-stage อาจเปลี่ยน narrative ทั้งคดี
AI อาจเห็น pattern แต่ไม่เข้าใจ nuance หรือผลกระทบเชิง tactical แบบที่ทนายผู้มีประสบการณ์มองเห็นได้

3. “Human Presence” ต้องว่าความด้วยคน คือหัวใจของการว่าความ 👨‍⚖️
AI ไม่สามารถ:
ปลอบหรือให้ความมั่นใจกับลูกความ
อ่านอารมณ์พยาน
สังเกต hesitation หรือ body language
จับ “คำถามที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ถาม” ซึ่งอาจสำคัญมาก
การอยู่ต่อหน้า judge, jury, witnesses และ opposing counsel เป็น “มนุษย์สัมพันธ์เชิงคดี” ที่ AI ทำแทนไม่ได้

4. Ethics & Accountability ยังต้องเป็นของทนาย ⚖️
วิชาชีพกฎหมายมีหน้าที่ทางจริยธรรม:
Duty of candor
Duty to disclose
Conflict of interest checks
Professional accountability
AI ไม่มีความรับผิด:
❌ ไม่ถูกฟ้อง malpractice
❌ ไม่ถูกลงโทษ contempt
❌ ไม่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ดังนั้น AI เป็นแค่ “tool” ไม่ใช่ “bearer of responsibility”

5. อนาคตของทีมคดีจะเปลี่ยนโครงสร้าง 🔄
ทีม litigation อาจเล็กลงแต่มี efficiency สูงขึ้น:
junior lawyers ทำ document review น้อยลง

strategic lawyers มีบทบาทมากขึ้น

AI engineers / legal technologists อาจเข้ามาในทีมคดี
แต่ “lead litigator” ยังเป็นศูนย์กลางของคดีเสมอ

Key Takeaway 🎯
AI จะไม่มาแทนทนาย แต่จะมาแทน “งานบางส่วนของทนาย”

ทนายที่ใช้ AI ได้ดี จะได้เปรียบกว่าทนายที่ไม่ใช้ AI
อนาคตจึงไม่ใช่ AI v Lawyer แต่คือ:
Lawyer + AI > Lawyer alone
โดยเฉพาะในคดีซับซ้อน เช่น international arbitration, construction disputes, maritime claims หรือ shareholder disputes การใช้ AI อย่างถูกต้องจะทำให้ทนาย “เร็วขึ้น คมขึ้น และวางกลยุทธ์ได้ลึกขึ้น” แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องอาศัย “มนุษย์” เสมอ.

:⚖️ สิงคโปร์ตั้งคณะทำงานร่วมศาล-สภาทนาย แก้ปัญหา “ทนายลาออกจากวิชาชีพ” (Lawyers’ Attrition)ผลการศึกษาระยะ 4 ปีของ Law So...
23/06/2026

:

⚖️ สิงคโปร์ตั้งคณะทำงานร่วมศาล-สภาทนาย แก้ปัญหา “ทนายลาออกจากวิชาชีพ” (Lawyers’ Attrition)

ผลการศึกษาระยะ 4 ปีของ Law Society of Singapore พบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทนายจำนวนมากออกจากวิชาชีพ ไม่ได้มาจาก “งานกฎหมาย” โดยตรง แต่มาจาก แรงกดดันเชิงระบบ เช่น เส้นตายของศาล ความคาดหวังของลูกความ ชั่วโมงทำงานยาวนาน (บางรายถึง 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มข้น รวมถึงการบริหารจัดการของหัวหน้างาน

Supreme Court of Singapore และ Law Society จึงเตรียมตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อทบทวนเรื่องการกำหนด timeline ของคดี ช่องทางสะท้อนปัญหาจากทนาย และมาตรฐานปฏิบัติของผู้พิพากษา โดย Sundaresh Menon ย้ำว่า “ความยุติธรรมที่รวดเร็ว” ต้องไม่แลกมาด้วยต้นทุนที่ไม่สมเหตุสมผลต่อผู้ประกอบวิชาชีพ

บทเรียนสำคัญคือ:
การรักษาคนในวิชาชีพกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่คือเรื่อง “ระบบ วัฒนธรรม และความเคารพซึ่งกันและกัน”
เพราะถ้าคนเก่งทยอยออกไป สุดท้ายระบบยุติธรรมทั้งระบบก็อ่อนแอลง

The judiciary and Law Society form a joint committee to address lawyer attrition, focusing on stress from court deadlines and judicial interactions. Read more at straitstimes.com. Read more at straitstimes.com.

21/06/2026

ย่อฎีกาดีดี ทนาย BangkokLawyer
ทนายกิต โทร 081 899 1604

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567
โจทก์: บริษัท ต.
จำเลย: นาง ด.

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

ประเด็นวินิจฉัย
กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปดำเนินคดีอาญา แต่ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง สัญญาเช่าซื้อย่อมสิ้นสุดลงโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดใน "ค่าขาดราคา" ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามข้อสัญญา

ย่อคำพิพากษา
ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่รถถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง หากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ค่าทวงถาม ค่าติดตามรถ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระทั้งหมด และข้อ 4 ระบุว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดหรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายจนเป็นเหตุให้รถถูกยึด ให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาข้อ 3 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดหรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายอันเป็นเหตุให้รถถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามข้อสัญญาดังกล่าว
จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพียงค่าเสียหาย ค่าทวงถาม ค่าติดตามรถ หรือค่าทนายความ เท่าที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น (ซึ่งค่าติดตามยึดรถจำนวน 10,000 บาท ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ส่วนค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมา หาใช่ค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการติดตามรถตามข้อสัญญาไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ยกฟ้องในส่วนค่าขาดราคา)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

"เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
ส่วนเงินที่จะต้องให้คืนแก่กันตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
ส่วนการงานอันได้กระทำให้แก่กันและกันนั้น ท่านว่าสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าเช่าหรือค่าใช้จ่าย หรือถ้าเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์สินนั้น ย่อมทำได้ด้วยการชำระเงินให้ตามสมควร หรือถ้าในสัญญามีระบุไว้ว่าจะให้เงินชดเชยก็ให้เป็นไปตามนั้น
การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่"

#เช่าซื้อ #ถูกยึดรถ #ฟอกเงิน -Moneylaundering

Call Lawyer Kit 081 899 1604

Email: [email protected]

ที่อยู่

The Connect Biztown @Rangsit Avenue No. 1/18 Rangsit-Nakhon Nayok 63/1, Prachathipat, Thanyaburi District
Rangsit
12130

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bangkok Lawyer Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bangkok Lawyer Thailand:

แชร์