โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology

โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology, บริการทางโบราณคดี, Department of History, Faculty of Liberal Arts, Thammasat University, Rangsit.

เพจเผยแพร่ความรู้ ประวัติศาสตร์–โบราณคดี และชาติพันธุ์ ทั้งเรื่องราวทั่วไปและเชิงวิพากษ์
จัดทริปการเรียนรู้โดย ฟิลด์ ทริป ทราเวล (Field Trip Travel)
ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/13567 This page aims to critique and update the historical, art and archaeological news and so on. เพจนี้เน้นการอัพเดทข่าวสารและวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี

บทความใหม่ ผมช่วยเขาเขียน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาดีเอ็นเอวัวที่ช่วยเขาทำ เพิ่งได้ตีพิมพ์ลิงก์: https://www.mdpi....
19/06/2026

บทความใหม่ ผมช่วยเขาเขียน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาดีเอ็นเอวัวที่ช่วยเขาทำ เพิ่งได้ตีพิมพ์
ลิงก์: https://www.mdpi.com/2076-2615/16/12/1904

18/06/2026

วันสองวันมานี้เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการผลักดันกิจกรรมทางวัฒธรรมในระดับนโยบายหลายเรื่อง เท่าที่ผมมอง คือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีออกมาจำนวนมหาศาล ทั้งรายงานสำรวจ การขุดค้น งานวิจัย การศึกษาแผนที่โบราณ ภาพถ่ายทางอากาศ ตลอดจนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ความรู้เหล่านี้กลับกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ จนยากต่อการเข้าถึงและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

ที่น่าเสียดายไม่แพ้กันคือ เรามีข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารท้องถิ่น เรื่องเล่าชุมชน ประวัติศาสตร์บอกเล่า วัด ศาลเจ้า สุสาน อาคารเก่า แหล่งโบราณคดี หรือภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สะท้อนความทรงจำของผู้คน แต่ข้อมูลเหล่านี้มักกระจายอยู่ตามหอจดหมายเหตุท้องถิ่น โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัด หรือแม้แต่ในบ้านของชาวบ้านเอง โดยไม่มีระบบเชื่อมโยงเข้าหากัน

ผลก็คือ เรามีข้อมูลจำนวนมาก แต่มีการจัดการ “ระบบความรู้” น้อยมาก

พื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรมจำนวนมากจึงยังไม่ถูกมองในฐานะทรัพยากรของสังคม หลายแห่งถูกมองเป็นเพียงโบราณสถานหนึ่งแห่ง วัดหนึ่งวัด หรืออาคารเก่าหนึ่งหลัง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่เหล่านี้เชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้า การอพยพ ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ของชุมชนในระดับที่กว้างกว่านั้นมาก

ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการขาด "โครงสร้างในการจัดการความรู้ (knowledge infrastructure)"

โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงระบบทั้งหมดที่ทำให้ความรู้สามารถถูกเก็บรักษา เชื่อมโยง ค้นหา วิเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานข้อมูลกลาง การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ระบบแผนที่ดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ หรือการสร้างเครื่องมือให้ประชาชน นักเรียน นักวิจัย และภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

ทุกวันนี้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวมักไม่รู้ว่ามีข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อะไรอยู่บ้าง นักวางผังเมืองไม่รู้ว่าพื้นที่ใดมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ง่าย ขณะที่งานวิจัยจำนวนมากจบลงเพียงรายงานเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือ

ในขณะที่หลายประเทศกำลังพัฒนา National Heritage Database เชื่อมโยงข้อมูลโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ เอกสารประวัติศาสตร์ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม แผนที่ GIS โมเดลสามมิติ และข้อมูลชุมชนเข้าไว้ในระบบเดียว ประเทศไทยยังคงทำงานในลักษณะแยกส่วน และปล่อยให้ข้อมูลจำนวนมากไม่สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้

หากเราต้องการให้ประวัติศาสตร์และโบราณคดี หรือข้อมูลด้านวัฒนธรรมในท้องถิ่นมีบทบาทต่ออนาคตจริงๆ คำถามอาจไม่ใช่ว่า “จะทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวมากขึ้น” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ความรู้เหล่านี้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

เพราะมันจะไม่หยุดแค่เรื่องของการท่องเที่ยว หรือการอนุรักษ์อดีต แต่จะกลายเป็นฐานสำหรับการศึกษา การท่องเที่ยว การวางผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร การสร้างอัตลักษณ์ชุมชน และการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI หรือ Digital Humanities

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่ได้อยู่ที่การเก็บอดีต แต่คือการทำให้อดีตสามารถสร้างอนาคตได้ด้วย

**Unseen ศรีลังกาตะวันออก: เจาะลึกโบราณคดีพุทธศาสนา**📅 6–12 สิงหาคม 2569 (7 วัน 6 คืน) (กลับถึงไทยวันที่ 13 เวลา 4.20 น....
18/06/2026

**Unseen ศรีลังกาตะวันออก: เจาะลึกโบราณคดีพุทธศาสนา**
📅 6–12 สิงหาคม 2569 (7 วัน 6 คืน) (กลับถึงไทยวันที่ 13 เวลา 4.20 น.)

ทำไมต้องเป็นศรีลังกาตะวันออก?

คือเมื่อพูดถึงศรีลังกา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอนุราธปุระ โปลนนารุวะ หรือแคนดี แต่ความจริงแล้ว “ศรีลังกาตะวันออก” คือพื้นที่ที่ยังคงซ่อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญไว้อีกจำนวนมาก ทั้งเมืองโบราณ สถูปพุทธศาสนา ศิลปกรรมแกะสลักบนหน้าผา จิตรกรรมถ้ำ และเครือข่ายศาสนสถานที่นักท่องเที่ยวทั่วไปแทบไม่เคยไปถึง

ทริปนี้ออกแบบขึ้นเพื่อพาเดินทางตามรอยพุทธศาสนาและภูมิทัศน์โบราณของศรีลังกาฝั่งตะวันออก โดยมี ผม ผศ. ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ร่วมบรรยายตลอดการเดินทาง และที่สำคัญคือ ร่วมบรรยายและนำชมโดยนักโบราณคดีชาวศรีลังกา ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานภาคสนามในพื้นที่โดยตรงด้วย

**โปรแกรมโดยสังเขป**

🔹 6 สิงหาคม | กรุงเทพฯ – โคลัมโบ
เดินทางสู่ศรีลังกา พักผ่อนเตรียมตัวก่อนเริ่มสำรวจมรดกพุทธศาสนาและโบราณคดีของเกาะลังกา

🔹 7 สิงหาคม | โคลัมโบ – แคนดี
เริ่มต้นด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงโคลัมโบ เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของประวัติศาสตร์โบราณคดีศรีลังกา จากนั้นเดินทางสู่เมืองแคนดี เมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธศรีลังกา ชมวัดมัลวัตตะซึ่งเกี่ยวข้องกับการสถาปนาคณะสงฆ์สยามวงศ์จากกรุงศรีอยุธยา และนมัสการพระเขี้ยวแก้ว หนึ่งในพระบรมสารีริกธาตุที่สำคัญที่สุดของโลกเถรวาท

🔹 8 สิงหาคม | แคนดี – มหิยังคณะ – อัมพาระ
เยือนมหิยังคณะ หนึ่งในศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดของศรีลังกา เป็นที่มาของวัดมเหยงค์กรุงศรีอยุธยา ก่อนเข้าสู่ศรีลังกาตะวันออก สำรวจสถูปและเมืองโบราณที่สะท้อนการขยายตัวของพุทธศาสนาในภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่ค่อยได้เข้าถึง ได้แก่ สถูปทีฆวาปิยะ ซึ่งเป็น หนึ่งในสังเวชนียสถานสำคัญของชาวพุทธศรีลังกา ตามคัมภีร์มหาวงศ์เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาในลังกา
ชมกลุ่มโบราณสถานที่ราชคละเทนนะ ซึ่งมีสถูปที่เชื่อว่าบรรจุพระอัฐิของพระมหินทเถระ อีกทั้งยังมีเพิงผาหินที่มีความคล้ายคลึงกับภูพระบาท จ.อุดรธานี อีกด้วย

🔹 9 สิงหาคม | สำรวจศรีลังกาตะวันออก
ชมภาพเขียนสีโบราณในถ้ำ Gonagolla ซึ่งสะท้อนร่องรอยมนุษย์ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ต่อด้วย “Little Sigiriya” ป้อมปราการบนภูเขาหินที่มีลักษณะคล้ายสิกิริยา ทำให้มีการเรียกว่า สิกิริยาแห่งที่สอง หรือ Little Sigiriya และเยี่ยมชม Magul Maha Viharaya ศาสนสถานโบราณที่เชื่อมโยงกับตำนานกษัตริย์และราชพิธีของลังกา

🔹 10 สิงหาคม | เจาะลึกโบราณคดีตะวันออกเฉียงใต้
หนึ่งในวันที่เข้มข้นที่สุดของทริป ชม Buduruwagala กลุ่มประติมากรรมแกะสลักบนหน้าผาที่สะท้อนอิทธิพลของพุทธศาสนามหายานและวัชรยานในศรีลังกา ซึ่งแตกต่างจากภาพจำเรื่องลังกาในฐานะดินแดนเถรวาทเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเยือน Maligawila ที่มีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

🔹 11 สิงหาคม | เมืองมรดกโลกกอลล์
ศึกษาประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลและยุคอาณานิคมที่เมืองกอลล์ เมืองท่าสำคัญของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเคยอยู่ภายใต้โปรตุเกสและดัตช์ และยังคงสภาพเมืองป้อมปราการมรดกโลกไว้อย่างสมบูรณ์

🔹 12 สิงหาคม | Geoffrey Bawa และเดินทางกลับ
ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชม Lunuganga และ Brief Garden ผลงานของ Geoffrey Bawa สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของศรีลังกา จากนั้นเดินทางไปยังวัดกัลยาณี นมัสการต้นศรีมหาโพะิ์เพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเที่ยวบินของ Air Asia เวลา 23.15 น. (ก่อนเดินขึ้นเครื่อง ทางบริษัทเปิดโรงแรมให้อาบน้ำด้วยครับ)

อนึ่ง ช่วงที่ไปศรีลังกาตะวันออกนี้ถือเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด

💰 **ค่าทริป 39,000 บาท**
พักเดี่ยวเพิ่มคนละ 8,000 บาท

**ราคารวม**
✅ ที่พัก 6 คืน
✅ อาหารตามรายการ
✅ รถปรับอากาศตลอดการเดินทาง
✅ ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ
✅ มัคคุเทศก์และนักโบราณคดีศรีลังกา
✅ ประกันการเดินทาง
✅ ค่าทิปไกด์และพนักงานบริการ

**ราคาไม่รวม**
❌ ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ AirAsia
❌ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
❌ เครื่องดื่มนอกเหนือจากที่จัดให้
❌ ค่าห้องพักเดี่ยว (Single Supplement)

จำนวนรับจำกัด เพื่อให้สามารถเดินทางและเรียนรู้เชิงลึกได้อย่างเต็มที่

ดำเนินการโดย
**Field Trip Travel** ภายใต้ Archaeo Works Co., Ltd. ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/13456
ร่วมกับ บริษัท รักษ์อินเดีย จำกัด เลขที่ใบอนุญาตการท่องเที่ยว 51/01111

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0896639361 หรือไลน์ในเบอร์เดียวกัน หรือ inbox ผ่านช่องทาง facebook ได้ครับ

ผมคิดว่า เรื่องของเจ้าแม่โคกพนมดี เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการตีความทางโบราณคดีในอดีต เมื่อพบโครง...
17/06/2026

ผมคิดว่า เรื่องของเจ้าแม่โคกพนมดี เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการตีความทางโบราณคดี

ในอดีต เมื่อพบโครงกระดูกสตรีที่ถูกฝังพร้อมลูกปัดเปลือกหอยกว่าหนึ่งแสนเม็ด เครื่องประดับจำนวนมาก และสิ่งของอุทิศที่แตกต่างจากคนอื่น นักวิชาการจำนวนหนึ่งมักอธิบายว่า นี่คือหลักฐานของสังคมที่ผู้หญิงมีอำนาจสูง หรืออาจเป็นผู้นำของชุมชน

แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา งานวิจัยใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า การตีความเช่นนั้นอาจตรงไปตรงมาเกินไป

สิ่งที่โบราณคดีพบจริงๆ คือ หลุมศพที่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่เรายังไม่รู้คือ สถานะพิเศษนั้นเกิดจากอะไร

งานวิเคราะห์ไอโซโทปสตรอนเชียม (Strontium) เสนอว่า ผู้หญิงบางคนที่โคกพนมดีอาจเป็นผู้ย้ายถิ่นมาจากพื้นที่ภายในแผ่นดิน และมีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทักษะการผลิตเครื่องปั้นดินเผา รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างชุมชนชายฝั่งกับชุมชนตอนในของแผ่นดิน แหล่งที่มาอาจมาจากชุมชนยุคหินใหม่ในพื้นที่ราบ เช่น โนนป่าหวาย บ้านท่าแค โคกเจริญ ซึ่งมีหลักฐานเครื่องปั้นและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับขุนพนมดี แสดงถึงเครือข่ายการค้าและการเคลื่อนย้ายประชากรสู่ศูนย์กลางชายฝั่ง

หากเป็นเช่นนั้น ความสำคัญของผู้หญิงเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากการเป็น "ผู้ปกครอง" หรือ "ผู้หญิงเป็นใหญ่" หากแต่อยู่ที่บทบาทของพวกเธอในเครือข่ายทางสังคม เครือญาติ การแต่งงาน การผลิต และการแลกเปลี่ยน

นี่เป็นความแตกต่างสำคัญระหว่างคำว่า "สถานะสูง" กับ "อำนาจทางการเมือง" ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การศึกษาทางโบราณคดีร่วมสมัยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้กรอบคิดแบบง่ายๆ เช่น ผู้ชาย = ผู้นำ ผู้หญิง = ผู้ตาม หรือในทางกลับกัน ผู้หญิง = ผู้ปกครอง ผู้ชาย = ผู้ตาม เพราะทั้งสองแบบล้วนเป็นการสร้างภาพอดีตจากความคาดหวังของคนปัจจุบัน

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมผู้หญิงบางคนจึงได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในชุมชนโคกพนมดี และบทบาทนั้นสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ เครือญาติ การเคลื่อนย้ายผู้คน และการสร้างเครือข่ายทางสังคมอย่างไร

Note: Strontium ถ้าฟันมีค่า ^87Sr/^86Sr ใกล้ 0.7092 → อาจกินอาหารทะเลเยอะหรืออยู่ใกล้ชายฝั่งถ้าฟันมีค่าแตกต่างจาก 0.7092 → อาจเป็นอาหารบนบก หรือมาจากพื้นที่ที่หินและดินต่างกัน

ทริป Unseen ศรีลังกาตะวันออกระหว่างวันที่ 6–12 สิงหาคม 2569(ออกเดินทางค่ำวันที่ 5 สิงหาคม)ใครสนใจสามารถลงชื่อแสดงความสนใ...
17/06/2026

ทริป Unseen ศรีลังกาตะวันออก

ระหว่างวันที่ 6–12 สิงหาคม 2569
(ออกเดินทางค่ำวันที่ 5 สิงหาคม)

ใครสนใจสามารถลงชื่อแสดงความสนใจไว้ได้เลยครั

ทำไมต้องเป็น “ศรีลังกาตะวันออก”?

เพราะนี่คือพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวแทบไม่เคยไป แต่กลับเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสำคัญของพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ศรีลังกา

เราไม่ได้ไปเพียงวัดพระเขี้ยวแก้วหรือเมืองมรดกโลกเท่านั้น (ได้นมัสการพระเขี้ยวแก้วแบบ exclusive) แต่จะพาไปสำรวจโบราณสถานโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าและชนบทของศรีลังกาตะวันออก ทั้งสถูปโบราณ จิตรกรรมผนังถ้ำ แหล่งโบราณคดี และประติมากรรมพุทธศิลป์ขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น

ทริปนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี พุทธศาสนา และต้องการสัมผัสศรีลังกาในอีกมิติหนึ่ง ที่อยู่ไกลจากเส้นทางท่องเที่ยวกระแสหลัก

ที่สำคัญเป็นทริปที่คุณจะได้ไปพร้อมกับนักโบราณคดีศรีลังกา ซึ่งเคยขุดค้นสถูปและแหล่งโบราณคดีมาหลายที่ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อที่ประเทศจีน ดังนั้น เป็นทริปที่จะได้รู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับศรีลังกา

รายละเอียดเพิ่มเติมและค่าใช้จ่าย จะแจ้งให้ทราบมืดๆ ของวันนี้ครับ ใครสนใจเม้นต์หรือ inbox มาได้เลยครับ

หมายเหตุ ทริปนี้ไม่เดินโหดเท่ากับทริปที่แล้ว พิพัฒน์rkเน้นสบายละ 555

เห็นพรรค ปชน. เสนอเรื่องการพัฒนาแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จ.เพชรบุรี เป็น digital archives ผมก็เห็นด้วยนะ แต่นั่นยังล้ำไม่พ...
12/06/2026

เห็นพรรค ปชน. เสนอเรื่องการพัฒนาแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จ.เพชรบุรี เป็น digital archives ผมก็เห็นด้วยนะ แต่นั่นยังล้ำไม่พอ เพราะมันก็ยังทำให้พิพิธภัณฑ์คือ "พื้นที่เก็บ" ไว้ให้คนเข้ามาดู แต่จริงๆ แล้ว ถ้าคิดให้ไกลกว่านั้น ดอนยายทองอาจไม่ควรมองเป็นเพียงสถานที่เก็บอดีต แต่ควร

1. สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเปลี่ยนดอนยายทองจาก “site” ให้กลายเป็น “platform” หรือโครงสร้างพื้นฐานของความรู้ ที่เชื่อมทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี การศึกษา และชุมชนเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงวัตถุ แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเข้าใจว่าอดีตสัมพันธ์กับโลกปัจจุบันและอนาคตอย่างไร

2. พิพิธภัณฑ์ไทยจำนวนมากยังติดอยู่กับการโชว์ “ของ” แต่อนาคตอาจต้องเล่า “ระบบ” มากกว่า เช่น ระบบน้ำ การจัดการ landscape ความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ ป่า แม่น้ำ การค้า หรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพราะโบราณคดีจริงๆ ไม่ได้พูดแค่เรื่องวัตถุ แต่มันพูดเรื่อง ecology ของมนุษย์

3. สิ่งที่ล้ำมากและไทยยังแทบไม่มีใครทำจริงจังคือการสร้าง Historical Digital Twin ของพื้นที่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่โมเดล 3D สวยๆ แต่เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่รวม GIS, LiDAR, drone, excavation data, oral history, hydrology, animal bone analysis, settlement patterm และข้อมูลสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถจำลองและตั้งคำถามกับอดีตได้ เช่น หากระดับน้ำเปลี่ยน เมืองจะเปลี่ยนอย่างไร หรือเครือข่ายการค้าจะเคลื่อนตัวไปทางไหน

4. อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการทำ “open archaeology lab” เพราะปัญหาของโบราณคดีหลายที่คือประชาชนเห็นแต่ผลลัพธ์ แต่ไม่เคยเห็นกระบวนการสร้างความรู้ ทั้งการขุด การถกเถียง การอ่านดิน การวิเคราะห์กระดูก หรือการกำหนดอายุ ถ้าคนได้เห็น process จะช่วยให้สังคมเข้าใจว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ของตายแน่นิ่ง และจะช่วยลด pseudo-history ได้มาก

5. ในอนาคต ดอนยายทองอาจเชื่อมกับ AI และ semantic knowledge system ได้ด้วย ไม่ใช่แค่ archive PDF แต่เป็นฐานข้อมูลที่ AI สามารถช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของวัตถุ เมือง เครือข่ายการค้า รูปแบบศิลปะ หรือ mobility ของผู้คนได้ เด็กในอนาคตอาจพูดคุยกับฐานข้อมูลโบราณคดี และตั้งคำถามกับอดีตในแบบใหม่ ต้องรีบทำมากกว่าโบราณคดีกู้ภัย

6. ดอนยายทองยังอาจกลายเป็นสนามทดลองของมหาวิทยาลัย เป็นพื้นที่ที่นักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม data scientist นักออกแบบ game designer หรือ AI researcher มาทำงานร่วมกัน เพราะโบราณคดีในอนาคตน่าจะไม่ใช่ศาสตร์โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่บูรณาการความรู้หลายแขนงเข้าด้วยกัน

7. สุดท้าย ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนบทบาทของ heritage จาก Memory institution ไปสู่ Future-thinking institution เพราะอดีตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจดจำ แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราคิดเรื่องอนาคต ทั้งเรื่อง climate change ระบบเศรษฐกิจโลก การย้ายถิ่น หรือการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างวัฒนธรรม

บางทีดอนยายทองอาจไม่ใช่แค่แหล่งโบราณคดี แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เราเรียนรู้ว่าจะอยู่กับอนาคตอย่างไร ผ่านการอ่านอดีตอย่างเป็นระบบ

ภาพจากเพชรภูมิ

07/06/2026

สายรายงานมา ช่วงนี้กลุ่มที่พยายามผลักดัน “จารึกกระเบื้องจาร” (ขอสะกดแบบนี้) ยังคงเผยแพร่แนวคิดในลักษณะ pseudo-history (ประวัติศาสตร์ปลอม) กันเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดี อักขรวิทยา และวัสดุศาสตร์แล้ว ปัญหาของหลักฐานชุดนี้มีอยู่ค่อนข้างชัดเจน

เท่าที่ไปเห็นมากับตาและจับมากับมือ ตัวแผ่นจารึกจำนวนหนึ่งทำจากปูนซีเมนต์สมัยใหม่ ใช้อักษรไทยแบบปัจจุบัน บางส่วนเขียนหวัดจนอ่านไม่ได้ และไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของอักษรไทยในแต่ละยุคสมัย ข้อความหลายตอนยังเต็มไปด้วยลักษณะของการ “แต่งประวัติศาสตร์ย้อนหลัง” เพื่อพยายามสร้างภาพว่าไทยมีพุทธศาสนาและภาษาไทยมาตั้งแต่ยุคพุทธกาล ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่มีอยู่จริง

ส่วน “จารึกถ้ำฤษีเขางู” ที่มักถูกหยิบมาอ้างอิงในเครือข่ายเดียวกัน ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน หลายชิ้นเป็นตัวเขียนที่เกิดขึ้นใหม่ มิใช่จารึกโบราณตามที่กล่าวอ้าง และไม่เคยมีหลักฐานการคัดลอกหรือบันทึกทางวิชาการตั้งแต่ยุคแรกเริ่มเหมือนจารึกโบราณทั่วไป

เช่นเดียวกันกับความพยายามจะโยงว่า “พระพุทธเจ้าเกิดในเมืองไทย” เพียงเพราะชื่อบ้านนามเมืองบางแห่งในไทยไปคล้ายกับชื่อสถานที่ในอินเดียหรือเนปาล เรื่องแบบนี้ในทางประวัติศาสตร์ศาสนาอธิบายได้ไม่ยาก เพราะสังคมไทยรับอิทธิพลพุทธศาสนาจากอินเดีย–ลังกามายาวนาน จึงเกิดการ “จำลองภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์” (sacred landscape replication) เอาชื่อสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนามาตั้งในบ้านเมืองตนเอง รวมถึงสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง “พระเจ้าเลียบโลก” และการทำให้ดินแดนของตนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธจักร

ปัญหาคือ เมื่อความเชื่อเชิงชาตินิยมและศาสนานิยมถูกนำมาปะปนกับการสร้าง “หลักฐาน” ขึ้นใหม่ มันก็ไม่ใช่งานประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นการผลิต narrative เพื่อรองรับความเชื่อที่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า

ลึกๆ แล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้สะท้อนความต้องการสร้างอดีตอันยิ่งใหญ่ของชาติไทยและพุทธศาสนาไทย กล่าวคือพยายามทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนามาตั้งแต่ยุคแรกที่สุด ถึงขั้นโยงกลับไปถึงสมัยพระพุทธเจ้าเอง แนวคิดแบบนี้จริงๆ ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มีมานานตั้งแต่ยุคที่รัฐชาติไทยกำลังก่อตัว เพียงแต่ในอดีตยังอยู่ในรูปของตำนาน พงศาวดาร หรือความเชื่อท้องถิ่น ต่อมาจึงพยายามทำให้ดูเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยการสร้างจารึก สร้างหลักฐาน และใช้ภาษาทางโบราณคดีมารองรับ

คนจำนวนหนึ่งเลือกเชื่อประวัติศาสตร์ลักษณะนี้ เพราะ narrative แบบนี้ตอบสนองบางอย่างทางอารมณ์และสังคมได้ดี มันทำให้ผู้คนรู้สึกภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองอยู่ในชาติที่เก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเรียนมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ หรืออัตลักษณ์ ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักแสวงหาอดีตอันยิ่งใหญ่ เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกในปัจจุบัน

สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ตรงๆ ว่า เลิกเอาชื่อผมไปแขวนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการถกเถียงเถอะครับ ถ้างานมันแข็งแรงจริง ก็ต้องทำให้หลักฐาน convince คนทั่วไปและวงวิชาการได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่อาศัยการพูดข้างเดียวหรือสร้างศัตรูสมมุติขึ้นมา

02/06/2026

ถ้าผมมีโอกาสออกแบบวิชาประวัติศาสตร์แห่งอนาคต ผมจะไม่พยายามปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลก แต่จะสร้างวิชาใหม่ๆ เช่น

1. การคิดเชิงประวัติศาสตร์และการคาดการณ์อนาคต (Historical Thinking and Future Scenarios) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และอารยธรรมในอดีต เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์และคาดการณ์อนาคต สอนให้เห็นว่า ทำไมอาณาจักรถึงล่มสลาย ทำไมเทคโนโลยีบางอย่างเปลี่ยนโลก ทำไมโรคระบาดจึงเปลี่ยนสังคม ทำไมเมืองบางเมืองเจริญและบางเมืองเสื่อม

2. หลักฐาน ข้อมูล และการรู้เท่าทันอดีต (Data, Evidence and Historical Intelligence) เป็นวิชาว่าด้วย เรียนรู้การวิเคราะห์หลักฐาน การตรวจสอบข้อมูล ข่าวปลอม AI และการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล

3. มรดก ความทรงจำ และอัตลักษณ์ (Heritage, Memory and Identity) สำรวจการสร้างอัตลักษณ์ ความเป็นชาติ พิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน และการเมืองของความทรงจำในสังคมร่วมสมัย

4. โบราณคดีและประวัติศาสตร์เชิงลึก (Archaeology and Deep Human History) โดยเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์มนุษย์ผ่านโบราณคดี พันธุกรรมโบราณ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การเข้าใจมนุษย์ และการเข้าใจสหวิทยาการ

5. ประวัติศาสตร์สาธารณะและการเล่าเรื่อง (Public History and Storytelling) เป็นการเรียนรู้การนำเสนออดีตผ่านพิพิธภัณฑ์ สารคดี พอดแคสต์ นิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสื่อดิจิทัล

6. ความฉลาดทางวัฒนธรรมและโลกพหุวัฒนธรรม (Cultural Intelligence and Global Understanding) เป็นการศึกษาความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันในโลกยุคโลกาภิวัตน์

7. ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Environmental History and Climate Change) เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ โรคระบาด ภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมทางวัฒนธรรม (Local Wisdom and Cultural Innovation) ศึกษาวิธีที่ชุมชนท้องถิ่นสร้างองค์ความรู้ ปรับตัว และพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

หรือกระทั่ง วิชาประวัติศาสตร์กับปัญญาประดิษฐ์ (History and Artificial Intelligence) ซึ่งเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง AI ความทรงจำดิจิทัล จริยธรรมของข้อมูล และอนาคตของการผลิตความรู้ ซึ่งจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมมองว่า ในศตวรรษที่ 21 เป้าหมายของวิชาประวัติศาสตร์ไม่ควรเป็นเพียงการจำอดีต หรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ควรเป็นการใช้ความเข้าใจอดีตเพื่อออกแบบหรือประยุกต์ใช้สำหรับอนาคต

02/06/2026

ในขณะที่จีนประกาศพัฒนาสาขาวิชาใหม่ถึง 38 สาขา เพื่อรองรับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI, Digital Governance, Low-Altitude Economy, Carbon Management, Intelligent Manufacturing, Data Science หรือเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 แต่ประเทศไทยกลับยังถกเถียงเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือจะสอนประวัติศาสตร์อย่างไร จะปรับหน้าที่พลเมืองแบบไหน หรือจะเพิ่มชั่วโมงภาษาไทยเท่าใด

แน่นอนว่าวิชาประวัติศาสตร์มีความสำคัญ แต่คำถามคือ เรากำลังถกเถียงเพื่อพัฒนาความรู้ หรือกำลังถกเถียงเพื่อกำหนดความทรงจำทางการเมืองของสังคมกันแน่

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของไทยมักติดอยู่กับคำถามเรื่องชาติ อัตลักษณ์ และความเป็นพลเมือง มากกว่าคำถามว่าประเทศควรสร้างองค์ความรู้ใหม่อะไรเพื่ออนาคต หลายครั้งที่พลังทางสังคมถูกใช้ไปกับการโต้เถียงว่าควรเล่าอดีตแบบไหน แต่กลับไม่ค่อยมีการพูดถึงว่าควรสร้างองค์ความรู้ใหม่อะไรเพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ความจริงแล้ว วิชาประวัติศาสตร์เองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง มีการจัดทำข้อเสนอและ master plan เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนไว้แล้ว โดยเฉพาะฉบับที่มี อ.ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน มีผมเป็นกรรมการ ซึ่งเราพยายามขยับประวัติศาสตร์ออกจากการท่องจำข้อเท็จจริง ไปสู่การคิดเชิงประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์หลักฐาน และการเข้าใจความหลากหลายของสังคมไทย

ปัญหาคือ เอกสารเหล่านี้กลับไม่เคยถูกนำมา implement อย่างจริงจัง

ในความเป็นจริง ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่มีหลักสูตร แต่คือการไม่มี "เนื้อหา" และ "ระบบสร้างเนื้อหา" ต่างหากครับ

เช่นเดียวกันกับทุกวันนี้มี workshop เกี่ยวกับการเรียนการสอนเกิดขึ้นจำนวนมาก มีการประชุม มีการระดมความคิดเห็น มีการเขียนรายงานและข้อเสนอ แต่เมื่อจบโครงการแล้วกลับไม่มีใครทำหน้าที่พัฒนาเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการสร้างฐานข้อมูล ไม่มีการผลิตสื่อการเรียนรู้ใหม่ ไม่มีการแปลงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ หรือแหล่งโบราณคดี ไปสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ

ผลที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับการแก้ไขโครงสร้างบนกระดาษ แต่ไม่เคยลงทุนกับการสร้าง infrastructure ทางความรู้

ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังสร้างวิชาใหม่เพื่อตอบคำถามอนาคต ไทยกลับยังติดอยู่กับการต่อสู้เรื่องอดีต นี่ไม่ใช่ปัญหาของวิชาประวัติศาสตร์ แต่เป็นปัญหาของการเมืองของความรู้

ตราบใดที่การศึกษายังถูกมองเป็นเครื่องมือในการกำหนดความเป็นชาติ มากกว่าการสร้างศักยภาพของเยาวชนหรือประชาชน ตราบนั้นเราก็จะยังคงถกเถียงเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปเรื่อยๆ ในขณะที่โลกกำลังเดินไปข้างหน้าแล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะสอนประวัติศาสตร์แบบไหน แต่คือ เรากำลังสร้างองค์ความรู้อะไรให้คนรุ่นต่อไปใช้เผชิญกับอนาคต

จบทริปสรรคบุรี-สิงห์บุรี ไปเมื่อวานนี้ ทริปนี้ 2 วันระหว่างวันที่ 30-31 พ.ค. ไปหลายที่แต่กำลังดี เน้นชุมชน-เมืองในเขตลุ่...
01/06/2026

จบทริปสรรคบุรี-สิงห์บุรี ไปเมื่อวานนี้ ทริปนี้ 2 วันระหว่างวันที่ 30-31 พ.ค. ไปหลายที่แต่กำลังดี เน้นชุมชน-เมืองในเขตลุ่มน้ำน้อย ไปวัดมหาธาตุสรรคบุรี วัดพระยาแพรก วัดสองพี่น้อง วัดโตนดหลาย วัดพระบรมธาตุ ชัยนาท ไปเตาแม่น้ำน้อย วัดหน้าพระธาตุ แถมวัดธรรมามูล และเมืองโบราณคูเมือง/อินทร์บุรี

ขอบคุณน้องประเมศฐ์ ที่มาให้ความรู้ทุกท่านในฐานะนักวิชาการท้องถิ่น และขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมทริปครับ

ทริปหน้า
วันที่ 6-12 ส.ค. ศรีลังกาตะวันออก ต้นกำเนิดวัดมเหยงค์ ชมกลุ่มวัดมหายาน ไปกับนักโบราณคดีศรีลังกา
วันที่ 29-31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นครศรีธรรมราช-ไชยา
วันที่ 21-26 ต.ค. เกาหลีใต้: แพ็กเจ-กงจู-โซล ไปดูเมืองโบราณ และหินตั้งรูปโต๊ะ โบราณคดีเกาหลีใต้
วันที่ 10-14 ธ.ค. พุกาม-พม่า ฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบเมืองและศาสนา
ใครสนใจเม้นต์ทิ้งไว้นะครับ

ปล. ปีหน้าไปจีน ไป Czech Republic
เที่ยวไปกับ Field Trip Travel

ที่อยู่

Department Of History, Faculty Of Liberal Arts, Thammasat University
Rangsit
12121

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeologyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์