07/08/2026
🌱 ความยั่งยืนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การติดโลโก้หรือฉลากสีเขียว แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และมีข้อมูลรองรับที่ตรวจสอบได้
🔍 กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) กำลังยกระดับมาตรฐานการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม โดยไม่อนุญาตให้สร้างโลโก้หรือกล่าวอ้างว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพราะผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้
🌍 สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือโอกาสในการพัฒนากระบวนการผลิตให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมใช้มาตรฐานและการรับรองที่น่าเชื่อถือเป็นเครื่องยืนยัน เพราะ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่สิ่งที่บอก แต่คือสิ่งที่ทำและพิสูจน์ได้ 💚
🚨 [SAVE THE DATE 2-4 ก.ย.69]
🚨เตรียมพบกับ GCNT EXPO 2026 เร็ว ๆ นี้!
___________________
🌳การสร้างโลโก้รักษ์โลกขึ้นมาใช้เอง กำลังกลายเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อีกต่อไปในตลาดยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายว่า "Empowering Consumers for the Green Transition Directive" กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียว ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2026 เป็นต้นไป
🌳สาเหตุเนื่องจากในตลาด EU มีโลโก้ด้านสิ่งแวดล้อมปะปนอยู่มากกว่า 230 แบบ ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนและคลางแคลงใจ การมีกฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาจัดระเบียบการอนุมัติและตรวจสอบฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการเพิ่มฉลากใหม่ๆ ออกมาตามใจชอบ โดยมีประเด็น เช่น:
❎ห้ามสร้างโลโก้ขึ้นมาเอง เช่น โลโก้สีเขียว รูปต้นไม้ หรือสัญลักษณ์รักษ์โลกใดๆ ขึ้นมาบนสินค้าของตนเองเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคโดยไม่มีการรับรองจากภายนอกได้อีกต่อไป
✅แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง: ฉลากหรือโลโก้ที่จะนำมาใช้ได้นั้น จะต้องเป็นโลโก้ที่จัดตั้งโดยหน่วยงานภาครัฐ หรือระบบการรับรองที่ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอก (Third-party verifier) ที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และเปิดให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
🌳สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าไป EU
สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องปรับตัว สามารถใช้ระบบตรวจวัดมาตรฐานของหน่วยงานในไทยเพื่อเป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก่อนส่งออกไปตลาด EU ได้ เช่น
⭐1. ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products)
เครื่องหมายที่แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเป็นการคำนวณและทวนสอบตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งช่วยให้แบรนด์มีฐานข้อมูลเชิงตัวเลขที่อิงตามมาตรฐานสากล (ISO 14067) เพื่อใช้แสดงความโปร่งใสต่อคู่ค้าในยุโรปได้อย่างมีหลักฐาน ยืนยันได้จริง
⭐2. ฉลากเขียว (Green Label)
ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยตัวฉลากพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดมาตรฐานสากล ด้วยระบบการตรวจสอบที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network - GEN) จึงช่วยให้ผู้ประกอบการมีระบบเอกสารที่น่าเชื่อถือ สำหรับใช้เป็นหลักฐานยืนยันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อต้องเจรจาการค้ากับคู่ค้าใน EU
ที่มา: European Union และ European Commission