สำนักงานบัญชี วัลแคนส์คอนซัลแตนส์

สำนักงานบัญชี วัลแคนส์คอนซัลแตนส์ ยื่นภาษี ทำบัญชี จดบริษัท จดหจก นิติบุคคลอาคารชุด สอบบัญชี ราคาถูก สมุทรปราการ แพรกษา ซอยมังกร ขนส่ง

22/01/2026

🔥 ข่าวดีคนโอนบ้าน–คอนโด ปี 2569
ไปโอนที่กรมที่ดิน “ค่าโอน–ค่าจดจำนอง” ลดฮวบ! ประหยัดเงินจริง

🏠 อสังหาฯ ที่เข้าเงื่อนไข
บ้าน | คอนโด | อาคารพาณิชย์ | ที่ดินพร้อมอาคาร
✅ ราคาซื้อขาย /ราคาประเมินทุนทรัพย์ ไม่เกิน 7 ล้านบาท/สัญญา
✅ (กรณีจดจำนอง) วงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท/สัญญา 

📉 ลดค่าธรรมเนียมแบบชัด ๆ
✅ ค่าจดทะเบียนโอน จาก 2% → เหลือ 0.01%
✅ ค่าจดทะเบียนจำนอง จาก 1% → เหลือ 0.01%
⏰ ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจาฯ ถึง 30 มิถุนายน 2569 
✅ เงื่อนไขการลดค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินและค่าจดจำนอง 0.01% เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการลดค่าธรรมเนียมที่ดินดังกล่าว ผู้ซื้อและอสังหาริมทรัพย์จะต้องเข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั้งหมด ดังนี้

☝️เป็นการซื้อ-ขายที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ และที่ดินพร้อมอาคาร ซึ่งครอบคลุมทั้งบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสอง

☝️ราคาซื้อ-ขาย, ราคาประเมินทุนทรัพย์ และวงเงินจำนอง จะต้องมีมูลค่าไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา (มาตรการนี้ไม่รวมถึงกรณีการซื้อ-ขายเฉพาะที่ดินเปล่า)

☝️ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

☝️ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองกับสถาบันการเงินในคราวเดียวกัน จึงจะได้รับส่วนลดทั้งสองส่วน
ต้องทำการโอนและจดจำนองให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

☝️หากมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้ได้ และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราปกติ รวมถึงค่าโอนที่ดิน 2569 อื่น ๆ

🔍 ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ
👉 ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท
• ค่าโอนปกติ = 60,000 บาท
• เหลือจ่ายจริง (0.01%) = 300 บาท

👉 จดจำนอง 3,000,000 บาท
• ค่าจดจำนองปกติ = 30,000 บาท
• เหลือจ่ายจริง (0.01%) = 300 บาท

✨ ประหยัดทันทีเกือบ 89,400 บาท
เงินก้อนนี้เอาไปแต่งบ้าน/ซื้อเฟอร์/สำรองฉุกเฉินได้สบาย ๆ

📌 ข้อควรรู้ (สำคัญมาก)
• มาตรการนี้ “ลดเฉพาะ ค่าธรรมเนียมโอน/จดจำนอง”
• ภาษีอื่นในวันโอน (เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ/อากรแสตมป์/ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฯลฯ) ยังคิดตามปกติของแต่ละเคส

📣 สรุปให้ครบ! ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง คาดเริ่ม 1 ม.ค. 2569เคาะแล้ว! ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงฯ สปส. ปรับเพดานค่าจ้าง ...
18/01/2026

📣 สรุปให้ครบ! ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง คาดเริ่ม 1 ม.ค. 2569
เคาะแล้ว! ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงฯ สปส. ปรับเพดานค่าจ้าง เริ่มปี 2569 ยกระดับสิทธิประโยชน์และความมั่นคงของผู้ประกันตน คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยการปรับขึ้นเพดานค่าจ้าง จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ
🌟 ระยะที่ 1 ปี 2569 - 2571
เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาท โดนหักเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
​.
✅ สิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น
◼ เจ็บป่วย 8,750 บาท/เดือน (291 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท) (เดิม 7,500 บาท)
◼ คลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง (เดิม 22,500 บาท)
◼ ทุพพลภาพ 8,750 บาท/เดือน (เดิม 7,500 บาท)
◼ เสียชีวิต 105,000 บาท (เดิม 90,000 บาท)
◼ ว่างงาน 8,750 บาท/เดือน (เดิม 7,500 บาท)
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 15 ปี) 3,500 บาท/เดือน (เดิม 3,000 บาท)
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 25 ปี) 6,125 บาท/เดือน (เดิม 5,250 บาท)
​.
🌟 ระยะที่ 2 ปี 2572 - 2574
เงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท โดนหักเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
​.
✅ สิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น
◼ เจ็บป่วย 10,000 บาท/เดือน (333 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)
◼ คลอดบุตร 30,000 บาท/ครั้ง
◼ ทุพพลภาพ 10,000 บาท/เดือน
◼ เสียชีวิต 120,000 บาท
◼ ว่างงาน 10,000 บาท/เดือน
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 15 ปี) 4,000 บาท/เดือน
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 25 ปี) 7,000 บาท/เดือน

🌟 ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป
เงินเดือนตั้งแต่ 23,000 บาท โดนหักเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
​.
✅ สิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น
◼ เจ็บป่วย 11,500 บาท/เดือน (383 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)
◼ คลอดบุตร 34,500 บาท/ครั้ง
◼ ทุพพลภาพ 11,500 บาท/เดือน
◼ เสียชีวิต 138,000 บาท
◼ ว่างงาน 11,500 บาท/เดือน
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 15 ปี) 4,600 บาท/เดือน
◼ บำนาญ (ส่งเงินสมทบ 25 ปี) 8,050 บาท/เดือน
​.
หากคุณทำงาน HR หรือบริหารองค์กร ควรเริ่มวางแผนสวัสดิการและเงินหักสมทบพนักงาน ตั้งแต่ปี 2568 นี้ เพื่อเตรียมระบบให้พร้อมก่อนบังคับใช้
-------------------
#ประกันสังคม #ผู้ประกันตน #เงินเกษียณ # www.vuncanconsultant.com

SSO

18/01/2026

🧾 ใบเสร็จ vs ใบกำกับภาษี ต่างกันยังไง? ทำไมบางร้านไม่ยอมออกให้?

เคยไหมคะ… ซื้อของแล้วขอใบกำกับภาษี แต่ร้านบอก “ออกให้ไม่ได้ค่ะ เราออกแค่ใบเสร็จ”
แล้วเราก็เริ่มงงว่า เอ๊ะ ใบเสร็จกับใบกำกับภาษีมันต่างกันยังไง? แล้วถ้าไม่มีใบกำกับภาษี เราจะเอาไปลดหย่อนภาษีได้ไหม?

วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกัน😄

📌 ใบเสร็จ คืออะไร?
ใบเสร็จรับเงิน ก็คือหลักฐานว่าเราจ่ายเงินแล้ว
มีรายละเอียดว่าเราซื้ออะไร จ่ายเมื่อไหร่ เท่าไหร่
แต่จะไม่มีการแสดงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แยกชัดเจน
ร้านเล็กๆ ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT มักออกแค่ใบเสร็จธรรมดา
📍 ใช้เป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายได้
📍 แต่ เอาไปหัก VAT ไม่ได้

📌 ใบกำกับภาษี คืออะไร?
ใบกำกับภาษี คือเอกสารที่แสดง ราคาสินค้า + VAT 7% แยกชัดเจน
และจะต้องมี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของร้านค้า
ใบนี้มีไว้สำหรับใช้ประกอบการ หักภาษีซื้อ (สำหรับคนที่จด VAT)
📍 ใช้ลดภาษีได้จริง
📍 ใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน

✅ สรุปใบกำกับภาษี
-มี VAT แยกชัดเจนไหม ✅ ใบกำกับภาษี
-ใช้หัก VAT ได้ไหม ✅ ได้ (ถ้าจด VAT)
-ใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ✅ ได้

✅ สรุปใบเสร็จ
-ทุกกิจการออกได้ ✅ ใบเสร็จ
-ใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ✅ ได้

🤔 ทำไมบางร้านถึงไม่ออกใบกำกับภาษีให้?
เพราะ...
🔹 ไม่ได้จดทะเบียน VAT (รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน/ปี)
🔹 จด VAT แล้ว แต่ไม่อยากออก เพราะกลัวต้องเสียภาษีเพิ่ม
🔹 ไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการไปใช้ลดภาษีจริงจัง

📌 ถ้าร้าน จด VAT แล้วปฏิเสธไม่ออกใบกำกับภาษีให้ ถือว่าผิดกฎหมาย
เรามีสิทธิ์ร้องเรียนได้ที่กรมสรรพากร

💡 ตัวอย่างชัดๆ
ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท
📄 ได้แค่ใบเสร็จ: ใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่หัก VAT ไม่ได้
📄 ได้ใบกำกับภาษี: ราคาจะแยกเป็น 28,037 + VAT 1,963 หักภาษีซื้อได้ 1,963 บาท (ถ้าเราจด VAT)

📌 แล้วเราควรขออะไร?
👩‍💼 ถ้าเป็นพนักงานทั่วไป: ขอแค่ใบเสร็จก็พอ
🏢 ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จด VAT: ควรขอใบกำกับภาษีทุกครั้ง!

🎯 Tips สำคัญ
-ใบเสร็จจากร้านที่ จด VAT อาจใช้เป็น “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ได้ ถ้ามีข้อมูลครบ
-ถ้าร้านไม่ได้จด VAT จริงๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี
-ใบเสร็จก็ยังใช้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ

✅ สรุปสั้นๆ จบใน 5 วิ
ใบเสร็จ = แค่หลักฐานว่าจ่ายเงินแล้ว
ใบกำกับภาษี = ใช้หัก VAT ได้ (ถ้าจด VAT)

📌 ทำธุรกิจ = ขอใบกำกับภาษี
📌 ร้านไม่มีก็อย่าไปฝืน เพราะอาจยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT ค่ะ

#ใบเสร็จ #ใบกำกับภาษี #ภาษีซื้อ #ความรู้ภาษี #คนทำธุรกิจ

18/01/2026

กรรมการอยู่บ้านบริษัทฟรี แล้วสรรพากรเจอ เกิดอะไรขึ้น

เคยเห็นไหมคะ บริษัทซื้อบ้านหลังงามให้กรรมการอยู่ฟรี ไม่เก็บค่าเช่า ไม่มีสัญญาอะไรเลย บอกว่าเป็น "สวัสดิการ" หรือ "ให้อยู่ไปก่อน" แต่พอสรรพากรมาตรวจ กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่คิดมาก่อน

ที่จริงเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในบริษัทไทย โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวหรือ SME ที่กรรมการกับบริษัทดูเหมือนจะ "เป็นตัวเดียวกัน" จนมองข้ามเรื่องภาษีและบัญชีไป แต่จริงๆ แล้ว บริษัทกับกรรมการเป็นคนละนิติบุคคล ต้องมีการบันทึกรายการให้ชัดเจน

สรรพากรมองเห็นอะไร
พอเจ้าหน้าที่สรรพากรมาตรวจ เห็นบ้านบริษัทมีคนอยู่แต่ไม่มีรายได้ค่าเช่าเข้ามา จะเกิด 2 ประเด็นใหญ่เลย

ประเด็นแรก บริษัทต้องถูกประเมินรายได้ค่าเช่าตามราคาตลาด ตามมาตรา 65 ทวิ (4) ถือว่าบริษัทมีรายได้แฝงที่ไม่ได้รับเงินจริง แต่ควรจะได้รับ บริษัทต้องเสียภาษีเพิ่ม

ประเด็นที่สอง กรรมการที่อยู่ฟรีจะถูกมองว่าได้รับ "เงินได้พึงประเมิน" ประเภทเงินได้จากการเป็นกรรมการตามมาตรา 40 (1) ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าบริษัทไม่ได้หักไว้ตอนแรก ก็ต้องย้อนหลังจ่ายพร้อมเบี้ยปรับ

เคสจริงที่เจอบ่อย
มีบริษัทเจ้าหนึ่งซื้อทาวน์โฮม 5 ล้าน ให้กรรมการผู้จัดการอยู่ ไม่มีสัญญาเช่า ไม่คิดค่าเช่า บันทึกแค่ว่า "ทรัพย์สินของบริษัท" พอสรรพากรมาตรวจ ประเมินค่าเช่าตลาดเดือนละ 20,000 บาท ย้อนหลัง 3 ปี บริษัทต้องเสียภาษีเพิ่มจากรายได้ที่ไม่ได้บันทึก กรรมการต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมิน รวมแล้วโดนประเมินเพิ่มหลายแสน

ทำยังไงให้ปลอดภัย
วิธีที่ถูกต้องคือต้องเลือก 1 ใน 2 ทาง

ทางแรก ให้กรรมการเช่าจริง ทำสัญญาเช่า กำหนดค่าเช่าตามราคาตลาด โอนเงินเข้าบริษัททุกเดือน บริษัทบันทึกเป็นรายได้ค่าเช่า กรรมการก็นำไปลดหย่อนภาษีได้ถ้าเป็นค่าเช่าบ้านที่อยู่อาศัย แบบนี้ทุกอย่างชัดเจน

ทางที่สอง ถ้าไม่อยากให้จ่ายค่าเช่า ก็คิดเป็น "ค่าตอบแทนกรรมการ" หรือ "เงินเดือน" แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง ออกภ.ง.ด.1 ทำ ภ.ง.ด.50 สรุปประจำปี กรรมการจะได้นำไปยื่นภาษีตามปกติ

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือ ปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่า ไม่มีเอกสาร ไม่มีการบันทึก แล้วบอกว่า "เป็นสวัสดิการบริษัท" เพราะสรรพากรไม่รับฟัง ถ้าไม่มีหลักฐานชัดเจน ก็พร้อมประเมินภาษีเพิ่มได้ทันที

สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย
บริษัทกับกรรมการต้องแยกกันให้ชัด ถ้ากรรมการใช้ทรัพย์สินของบริษัท ต้องมีการบันทึกรายการที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าหรือค่าตอบแทน ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นเรื่องบัญชีที่ถูกต้องด้วย อย่าปล่อยให้กลายเป็นลูกหนี้กรรมการที่อธิบายไม่ได้

ใครที่กำลังทำแบบนี้อยู่ รีบไปคุยกับบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเลยค่ะ แก้ตั้งแต่ตอนนี้ยังไม่สาย ดีกว่าโดนประเมินเพิ่มทีหลัง

#ภาษีนิติบุคคล #บัญชีธุรกิจ #สรรพากร #กรรมการบริษัท #ที่พักกรรมการ #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ปีหน้าเป็นปีที่น่ากลัว  #กับคนค้าขายนอกระบบปีหน้าสรรพากรน่าจะดุดัน #อย่าชะล่าใจเด็ดขาด ในฐานะนักวางแผนภาษี  เราจะได้ยินเ...
03/01/2026

ปีหน้าเป็นปีที่น่ากลัว
#กับคนค้าขายนอกระบบ
ปีหน้าสรรพากรน่าจะดุดัน
#อย่าชะล่าใจเด็ดขาด

ในฐานะนักวางแผนภาษี
เราจะได้ยินเรื่องข่าวคราวการอัพเดท
เครื่องมือของกรมสรรพากรใน 2-3 ปีนี้
มีเครื่องมือในการที่จะเข้าถึงข้อมูลรายได้
ของแม่ค้าร้านค้าคนทำธุรกิจได้มากขึ้น

เครื่องมือเหล่านี้
สรรพากรเตรียมเอาไว้มานานแล้ว

- เรื่องธนาคารส่งข้อมูล
- เรื่อง platform ส่งข้อมูลร้านค้า
- หน่วยงานต่างๆส่งข้อมูลตรงหาสรรพากร

ทำให้กรมสรรพากรมีข้อมูลที่เป็น big data
ค่อนข้างมาก #เอาจริงๆถึงขั้นจัดการเองไม่ได้

พัฒนา AI ขึ้นมา เพื่อดึงชนข้อมูล นำรายชื่อที่ถูกส่ง ไปตรวจสอบกับแบบยื่นภาษี
ว่าบุคคลนั้นได้เคยมีการยื่นภาษีหรือไม่

AI ที่ทำออกมา ก็ค่อยๆมีมากขึ้น
ค่อยๆฉลาดมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น

"แต่ก็ยังไม่ทันอยู่ดี"

มีร้านค้า แม่ค้า นายหน้าติดตะกร้าในช่องทางต่างๆ มีจำนวนหลักล้านคน ต่อปีที่ส่งข้อมูลหาสรรพากร

เมื่อข้อมูล เป็นบุคคลที่สงสัยที่จะกระทำความผิดละเลยและหลีกเลี่ยงการนำส่งภาษีค่อนข้างมาก

ในปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
#ได้มีการจัดจ้าง_outsource
ให้นำข้อมูล ที่ได้รับเป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยง
ที่มีเงินเข้าบัญชี แพลตฟอร์มนำส่ง และอื่นๆ

ส่งรายชื่อเหล่านี้
ให้กับบริษัทเอกชนที่เป็น outsource
#ออกจดหมายแจ้งเตือนการเสียภาษี

และมั่นใจว่าปี 2569
แม่ค้า ร้านค้า นายหน้าต่างๆ
#คาดว่าจะได้รับจดหมาย กันถ้วนหน้า

จดหมายที่แจ้งเตือนให้คุณจัดการยื่นภาษี
เป็นการบอกนัยๆว่า สรรพากรมีข้อมูลของคุณยื่นภาษีให้ถูกต้อง

แต่การยื่นภาษี
จะมี 2 ภาษีที่เกี่ยวข้อง

ภาษีประจำปี คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เอาจริงๆภาษีนี้ เราสามารถวางแผนและจัดการได้

#ภาษีที่น่ากลัว คือภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT
หากสรรพากรมีข้อมูลรายได้ของคนจริงๆ
ที่ตัวเลขแสดงว่าคนนั้นรับรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี

ต่อให้บุคคลนั้นยื่นภาษีเงินได้ประจำปี
แบบตั้งใจยื่นผิด ยื่นให้ต่ำกว่า 1.8 ล้าน
และยอมเสียภาษีนิดหน่อย

ทำเหมือนที่รุ่นก่อนๆใครทำมา

ต้องบอกเลยว่า
#มันไม่จบง่ายๆอีกต่อไป

ข้อมูลในมือสรรพากรมีมากกว่าที่คุณคิด
เครื่องมือที่สรรพากรค่อยๆเพิ่มเหมือนจิ๊กซอว์ กำลังทำงานอย่างเต็มระบบ

ใครที่ทำการค้า
เก่งเรื่องการคำนวณต้นทุนสินค้าของคุณ

ให้คุณนำภาระภาษี‼️
เข้าไปบวกรวมเข้าไปเป็นต้นทุนด้วย

อย่าให้ภาษีย้อนหลังมากัดกินเงินของคุณ
ไม่ควรทำธุรกิจบนความเสี่ยงภาษี

ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆปรับตัว

สินค้าเกษตรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
03/01/2026

สินค้าเกษตรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

ลดหย่อนภาษีปี 2568
13/12/2025

ลดหย่อนภาษีปี 2568

01/12/2025

เชฟกระทะฮ้าง VS ภาษี!🍳💰
ว่าด้วยเรื่องราวของเชฟดังที่ทำให้ "ภาษี" กลายเป็นกระแสร้อนแรง (ที่ผ่านมา)
ตามโลกโซเชียล คงเคยเห็นกระแสดราม่าของ "เชฟกระทะฮ้าง" หรือคุณสมบูญ วรรณวงศ์ ที่ทำคอนเทนต์ทำอาหารสไตล์บ้านๆ จนมียอดวิวทะลุ 33 ล้านวิว แล้วมาโพสต์เรื่องภาษีจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ใช่ไหมค่ะ วันนี้เราจะมาคุย ภาษีของครีเอเตอร์มันเป็นยังไง ทำไมถึงสำคัญ และควรรู้อะไรบ้าง ไปดูกันเลย
📱 เกิดอะไรขึ้นกับเชฟกระทะฮ้าง
เชฟกระทะฮ้างโพสต์ว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งให้จ่ายภาษีเกือบ 2 แสนบาท พร้อมระบายว่า “ทำคลิปแบบบ้านๆ สู้มากับลูกเมีย พอวันนึงมีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษี อันนี้ไม่ติดใจ (ที่ติดใจตอนผมลำบากพวกคุณไปอยู่ไหนมา)”
ประโยคนี้กลายเป็นกระแสร้อนในโลกโซเชียล หลายคนเข้าใจว่า “เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องเสียภาษี” เป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งสำคัญคือ เชฟกระทะฮ้างเคยเป็นพนักงานประจำ มีนายจ้างหักภาษีให้ทุกเดือน พอมาเป็นฟรีแลนซ์จึงไม่รู้วิธีการยื่นภาษีด้วยตัวเอง
🎭 แล้วเชฟกระทะฮ้าง หายไปไหน
หลังดราม่าเรื่องภาษี ยังมีประเด็นอื่นตามมา เช่น กรณีผ่อนโทรศัพท์ไม่ผ่านเครดิต, ถูกขุดโพสต์ซ้ำ ฯลฯ จนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและเงียบหายไประยะหนึ่ง ก่อนจะโพสต์ภาพบ้านใหม่ พร้อมประกาศกลับมาทำคอนเทนต์อีกครั้ง
เรื่องนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ความดัง = ความรับผิดชอบ” ไม่ว่าจะเรื่องภาษีหรือชื่อเสียงในโลกโซเชียล
💡 ครีเอเตอร์มีรายได้จากไหนบ้าง
1.รายได้จากโฆษณาบนแพลตฟอร์ม (YouTube, TikTok, Facebook)
2.ค่าจ้างรีวิวสินค้า / ทำคอนเทนต์ให้แบรนด์
3.รับจ้างโชว์ตัวตามงาน
4.ขายสินค้า / Affiliate
แต่ละแหล่งรายได้ถูกจัดเป็น “เงินได้” คนละประเภท และใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน
🧮 ภาษีครีเอเตอร์คำนวณยังไง
✅ เงินได้สำคัญ 3 ประเภท
1. มาตรา 40(2) ค่าจ้างทั่วไป เช่น ค่ารีวิว หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หากทำงานซ้ำๆ แบบมีลักษณะธุรกิจ อาจเข้า ม.40(😎 ได้
2. มาตรา 40(3) ค่าลิขสิทธิ์, ค่าใช้สิทธิ หักเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องเป็นการให้สิทธิใช้ผลงานเดิมโดยไม่ลงแรง” เช่น ขายสิทธิใช้คลิปเก่า ไม่ใช่การถ่ายใหม่โพสต์ใหม่ให้แบรนด์ ซึ่งจะเข้า ม.40(2)
3. มาตรา 40(😎 รายได้จากธุรกิจ เช่น ขายของ, คอร์สเรียน หักเหมาตามเกณฑ์ หรือหักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน)
🎯 คำนวณภาษีได้ 2 แบบ ต้องเลือกแบบที่ “จ่ายมากกว่า”
วิธีที่ 1: รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ คูณอัตราภาษี 5%-35%
วิธีที่ 2: รายได้จาก ม.40(2)-(😎 x 0.5%
(ใช้ได้เมื่อไม่มีรายได้จากเงินเดือน และรายได้รวมเกิน 120,000 บาท)
📌 หากคำนวณแบบที่ 2 แล้วเสียภาษีไม่ถึง 5,000 บาท = ยกเว้นได้ แต่ยังต้องจ่ายตามแบบที่ 1 หากสูงกว่า
การคำนวณภาษีแบบ 0.5% เฉพาะรายได้ ม.40(2)-(😎 และ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีรายได้ ม.40(1) (เช่น เงินเดือน) ตามหลักเกณฑ์สรรพากร
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญ
1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT และเรียกเก็บเพิ่ม 7%
💡 หากไม่ระบุว่า “รวม VAT” ต้องถือว่ารวมอยู่แล้ว
2. ภาษีจาก YouTube สหรัฐฯ ถ้าไม่กรอกแบบ W-8BEN
ถูกหักภาษี 24% แต่ถ้ากรอกแล้ว เหลือแค่ 5% (ตามสนธิสัญญาภาษีไทย-สหรัฐฯ)
ต้องกรอกผ่านบัญชี AdSense เท่านั้น ไม่ใช่ส่งด้วยตนเอง" และระบุ link หรือหน้าจอเมนูที่กรอกได้
📌 ส่งแบบฟอร์มผ่าน AdSense ภายในธันวาคมทุกปี
3. บัญชีต้องครบ
หากมีรายได้แบบ ม.40(😎 ต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย แม้เป็นบุคคลธรรมดา
📚 ค่าลดหย่อนพื้นฐานที่ใช้ได้ (ปีภาษี 2567)
-ส่วนตัว 60,000 บาท
-คู่สมรส (ไม่มีรายได้): 60,000 บาท
-บุตร 30,000–60,000 บาท/คน
-เบี้ยประกันชีวิต + สุขภาพ รวมไม่เกิน 100,000 บาท
-ประกันสุขภาพบิดามารดา คนละ 15,000 บาท (กรณีไม่มีรายได้)
🎓 บทเรียนจากกรณีเชฟกระทะฮ้าง
-ถ้าคุณเปลี่ยนจากลูกจ้างเป็นครีเอเตอร์ ต้องรู้วิธียื่นภาษีด้วยตนเอง
-แม้ยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์ คุณก็ใช้บริการจากภาษีอยู่แล้ว
-อย่ารอถึงวันยื่นภาษี เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนมีรายได้เลย
-ถามได้ โทร 1161 หรือสำนักงานสรรพากรได้ตลอด
-ชื่อเสียงคือดาบสองคม ระวังคำพูดและพฤติกรรมในโซเชียล
-ความผิดพลาด = โอกาสในการเรียนรู้ ถ้ายอมรับและแก้ไขก็กลับมาได้เสมอ
💬 สรุป
การเป็นครีเอเตอร์ในยุคนี้มันเจ๋งมาก ได้ทำในสิ่งที่รัก มีรายได้ มีอิสรภาพ
แต่เมื่อมีรายได้ = ก็ต้องมีความรับผิดชอบ
ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แค่เราต้องเข้าใจมัน และวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
อย่ารอให้ทัวร์ลง หรือเจ้าหน้าที่เคาะประตู แล้วค่อยคิดเรื่องภาษี
จำไว้ว่า...
การจ่ายภาษี = การร่วมสร้างอนาคตที่ดีของประเทศ 🇹🇭
ความดัง = ความรับผิดชอบ 💪
ความผิดพลาด = โอกาสในการเรียนรู้ 📚
#ภาษีครีเอเตอร์ #เชฟกระทะฮ้าง #ภาษียูทูบเบอร์ #ทำความดีเสียภาษี #ภาษีเข้าใจง่าย

Send a message to learn more

เจาะลึกธุรกิจ 7 บริษัทของ "นานา ไรบีนา" รายได้ปีนี้ทะลุ 164 ล้าน!สวัสดีค่ะเพื่อนๆ! วันนี้เราจะมาส่องธุรกิจของคนดังที่กำล...
22/11/2025

เจาะลึกธุรกิจ 7 บริษัทของ "นานา ไรบีนา" รายได้ปีนี้ทะลุ 164 ล้าน!
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ! วันนี้เราจะมาส่องธุรกิจของคนดังที่กำลังเป็นกระแสกันแบบจัดเต็ม นั่นก็คือ นานา ไรบีนา หรือ นางไรบีนา อินทชัย ภรรยาของแร็ปเปอร์ชื่อดัง เวย์ ไทเทเนียม
ใครว่าแค่คนดัง? เจ้าตัวยังเป็นนักธุรกิจตัวจริงเสียด้วย! ลองมาดูกันว่าธุรกิจของนานาทำเงินได้ขนาดไหน และมีอะไรน่าสนใจบ้าง 👇

💼 7 บริษัทในเครือ มีอะไรบ้าง?
จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปี 2567 พบว่านานาเป็นกรรมการอยู่ถึง 7 บริษัท เลยนะ! มาดูรายละเอียดกันเลย:
🏆 บริษัทที่ทำกำไร (4 บริษัท)
1. บริษัท เนเวอร์เซย์คัทซ์ จำกัด 💇‍♀️
ธุรกิจ: ร้านตัดผม (เป็นเรือธงเลยจ้า!)

รายได้: 120.3 ล้านบาท (สูงสุด!)
กำไร: 3.9 ล้านบาท
กรรมการ 4 คน รวมถึงนางไรบีนา และนายปริญญา อินทชัย

2. บริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด 🛍️
ธุรกิจ: ขายปลีกออนไลน์

รายได้: 34.6 ล้านบาท
กำไร: 7.5 ล้านบาท (อัตรากำไรสูงสุด!)

3. บริษัท เนเวอร์เซย์ จำกัด 📺
ธุรกิจ: ผลิตรายการทีวี

รายได้: 1.5 ล้านบาท
กำไร: 447,764 บาท

4. บริษัท ดาบอยเวย์ พับลิชชิ่ง จำกัด 🎬
ธุรกิจ: ความบันเทิงและนันทนาการ

รายได้: 688,664 บาท
กำไร: 322,755 บาท

📉 บริษัทที่เหมือนไม่ดำเนินการแล้ว (3 บริษัท)
5. บริษัท ฟลิค ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักชั่นส์ จำกัด 🎥
ธุรกิจ: ความบันเทิง

รายได้: 7.4 ล้านบาท
ขาดทุน: -7.6 ล้านบาท (ขาดทุนสูงสุด)

6. บริษัท ทวินทชัย โฮลดิ้ง จำกัด 🏢
ธุรกิจ: บริษัทโฮลดิ้ง

รายได้: 0 บาท
ขาดทุน: -28,560 บาท
กรรมการ 2 คน: นางไรบีนา และนายปริญญา อินทชัย

7. บริษัท ศิวิไร 2014 จำกัด 📺
ธุรกิจ: ผลิตรายการทีวี

รายได้: 183 บาท (น้อยมาก)
ขาดทุน: -14,817 บาท

📊 สรุปภาพรวม: ปี 2567
✅ รายได้รวม: 164,459,192 บาท (ประมาณ 164 ล้านบาท)
✅ กำไรสุทธิรวม: 4,578,512 บาท (ประมาณ 4.5 ล้านบาท)
📌 อัตรากำไรสุทธิ: ประมาณ 2.8%

💡 สิ่งที่น่าสนใจ!
1. ร้านตัดผมคือเรือธง ✂️
เห็นไหมล่ะ? เนเวอร์เซย์คัทซ์ ทำรายได้ถึง 120 ล้าน คิดเป็น 73% ของรายได้ทั้งหมด! ธุรกิจบริการแบบนี้ถ้าทำดีก็ทำเงินได้จริง
2. ธุรกิจออนไลน์กำไรงาม 📱
ไรบีนา 2016 รายได้ 34 ล้าน แต่กำไรถึง 7.5 ล้าน คิดเป็นอัตรากำไร 22%! เทรนด์ออนไลน์ยังแรงจริงๆ
3. ธุรกิจบันเทิงท้าทาย 🎬
บริษัทโปรดักชั่นและทีวีหลายบริษัทขาดทุน ซึ่งก็ไม่แปลกนะ เพราะธุรกิจนี้ต้องลงทุนสูง และแข่งขันเยอะ
4. กระจายความเสี่ยง 🎯
มี 7 บริษัทในหลายธุรกิจ แสดงว่ามีการบริหารแบบกระจายพอร์ต ไม่เอาไข่ใส่ตะกร้าเดียว!

🎬 สรุป
นานา ไรบีนาไม่ได้แค่เป็นคนดัง แต่ยังเป็นนักธุรกิจที่มีพอร์ตหลากหลาย จากข้อมูลจริงเห็นได้ว่า ร้านตัดผมกับธุรกิจออนไลน์เป็นต้นทุนหลัก ส่วนบริษัทบันเทิงอาจจะยังต้องปรับกลยุทธ์ต่อไป
สำหรับใครที่กำลังจะทำธุรกิจ ก็เอาเป็นกรณีศึกษาได้นะ ว่าการมีหลายธุรกิจช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ก็ต้องโฟกัสที่ทำกำไรจริงๆ ด้วย!

#นานาไรบีนา #ธุรกิจคนดัง #บัญชีง่ายๆ #สาระความรู้

💰 จ่ายไหวไหม? ยึดของลูกได้ไหม? คดีภาษี 1.76 หมื่นล้านที่ทุกคนต้องรู้! 🔥สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้มาตอบ 2 คำถามที่หลายคนสงสั...
20/11/2025

💰 จ่ายไหวไหม? ยึดของลูกได้ไหม?
คดีภาษี 1.76 หมื่นล้านที่ทุกคนต้องรู้! 🔥

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้มาตอบ 2 คำถามที่หลายคนสงสัยพร้อมกัน!

━━━━━━━━━━━━━━━
💵 คำถามที่ 1: จ่ายไหวไหม?
━━━━━━━━━━━━━━━
📊 เช็คกระเป๋าก่อน!
- ทรัพย์สินทั้งหมด: 72,500 ล้านบาท 💎
- ภาษีที่ต้องจ่าย: 17,600 ล้านบาท 💸
- คิดเป็น: 24% ของทรัพย์สิน

✅ คำตอบ: จ่ายไหว! (ทรัพย์สินมากกว่าหนี้ถึง 4 เท่า)

🤔 แต่มีปัญหา...
ทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ:
🏠 บ้านหรูในลอนดอน
🌴 วิลล่าในดูไบ
✈️ เครื่องบินส่วนตัว (1,600 ล้านบาท)
💎 เหมืองทอง-เพชรในแอฟริกา
💼 ลงทุนใน Startup ต่างประเทศ

🌍 กรมฯ จะตามยังไง?
✨ ข่าวดี: มีข้อตกลงกับ 113 ประเทศ!
สามารถตรวจสอบได้ทั้ง:
✅ บัญชีเงินฝาก
✅ หุ้น กองทุน
✅ อสังหาริมทรัพย์

⏰ มีเวลา 10 ปี (ถึงปี 2578)

━━━━━━━━━━━━━━━
🎯 คำถามที่ 2: ยึดของลูกได้ไหม?
━━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ คำตอบ: ขึ้นอยู่กับว่า...

❌ ยึดไม่ได้ ถ้า:
- ลูกมีทรัพย์สินของตัวเอง
- ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย
- มีรายได้จากการทำงาน
- มีหลักฐานชัดเจน

✅ ยึดได้ ถ้า:
- พิสูจน์ได้ว่าเป็น "นอมินี" (ใช้ลูกถือแทน)
- โอนทรัพย์สินหลังมีหนี้เพื่อหลีกเลี่ยง
- โอนให้เปล่าๆ หรือราคาต่ำผิดปกติ

📅 Timeline เสี่ยง:
🟢 ก่อน 28 มี.ค. 2560 → ปลอดภัย
🟡 28 มี.ค. 60 - 17 พ.ย. 68 → เสี่ยงปานกลาง
🔴 หลัง 17 พ.ย. 2568 → เสี่ยงสูงมาก!

━━━━━━━━━━━━━━━
🚨 ตัวอย่างที่ระวัง!
━━━━━━━━━━━━━━━
❌ มีปัญหา:
- โอนบ้าน 100 ล้านให้ลูก (ไม่มีค่าตอบแทน)
- ขายที่ดิน 50 ล้าน ในราคา 5 ล้าน
- ถอนเงินหลายร้อยล้าน โอนให้คนใกล้ชิด
✅ ไม่มีปัญหา:
- ลูกซื้อคอนโดก่อนมีคดี (ปี 2550)
- กู้ธนาคาร จ่ายผ่อนด้วยเงินเดือน
- มีหลักฐานครบถ้วน

━━━━━━━━━━━━━━━
📋 กรณีศึกษาจากอดีต
━━━━━━━━━━━━━━━
ปี 2553: ศาลยึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท
- บัญชีในนามคุณหญิงพจมาน
- บัญชีในนามพานทองแท้ (ลูกชาย)
- บัญชีในนามพินทองทา (ลูกสาว)

ทำไมยึดได้?
พิสูจน์ได้ว่าเงินเป็นของนายทักษิณจริง โดยใช้ครอบครัวถือแทน
━━━━━━━━━━━━━━━
💡 บทเรียน 5 ข้อ สำหรับทุกคน
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣ ทรัพย์สินต่างประเทศ ≠ ปลอดภัย
→ ปัจจุบันติดตามได้แล้ว! 🌍
2️⃣ อย่าใช้นอมินี
→ ถ้าถูกจับได้ เสียทั้งทรัพย์สิน + ผิดอาญา 🚫
3️⃣ อย่าโอนทรัพย์สินหลังมีหนี้
→ ศาลเพิกถอนได้! ⚖️
4️⃣ เก็บหลักฐานทุกอย่าง
→ พิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเป็นของตัวเอง 📝
5️⃣ จ่ายภาษีถูกต้องตั้งแต่แรก
→ ไม่งั้นภาษี + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม = 2 เท่า! 💸

━━━━━━━━━━━━━━━
🔮 ขั้นตอนต่อไป
━━━━━━━━━━━━━━━
กรมสรรพากรยืนยัน: "ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ"

✉️ ส่งหนังสือแจ้งเตือน (ภายใน พ.ย. 68)

🔍 สืบสวนทรัพย์สิน

⚖️ ยึดอายัดทรัพย์สิน

💰 ขายทอดตลาด

📋 ถ้ายังไม่ครบ → ฟ้องล้มละลาย

━━━━━━━━━━━━━━━
💬 มาคุยกันในคอมเมนต์!
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣ คิดว่าจะเก็บภาษีได้ครบไหม?
2️⃣ กรมฯ จะติดตามทรัพย์สินต่างประเทศสำเร็จไหม?
3️⃣ คดีนี้จะใช้เวลากี่ปีถึงจบ?

━━━━━━━━━━━━━━━
📌 ข้อมูลอ้างอิง
━━━━━━━━━━━━━━━
- ทรัพย์สิน: Forbes Billionaires List 2025
- คำพิพากษา: ศาลฎีกา 17 พ.ย. 2568
- ข้อมูลขั้นตอน: กระทรวงการคลัง, กรมสรรพากร

#ภาษี #กรมสรรพากร #คดีภาษี ื่นล้าน #ภาษีหุ้นชินคอร์ป #ทรัพย์สินต่างประเทศ #นอมินี #บังคับคดี #ความรู้ภาษี #กฎหมายภาษี #รู้ทันภาษี #ผู้ประกอบการ #บัญชี #การเงิน #เรียนรู้ภาษี

━━━━━━━━━━━━━━━
📌 Disclaimer: โพสต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายบุคคลใด ข้อมูลอิงจากแหล่งข่าวสาธารณะ หากมีข้อสงสัยเฉพาะกรณี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

บทสรุป 19 ปี จากโอนหุ้น 1 บาทที่สุดท้ายกลายมาเสียภาษี 17,600 ล้าน---จุดเริ่มต้นในปี 2549ดีลขายหุ้นชินคอร์ปที่ทั้งประเทศถ...
18/11/2025

บทสรุป 19 ปี จากโอนหุ้น 1 บาท
ที่สุดท้ายกลายมาเสียภาษี 17,600 ล้าน

---

จุดเริ่มต้นในปี 2549
ดีลขายหุ้นชินคอร์ปที่ทั้งประเทศถามว่า

ทำไมไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว?
สู่การเสียภาษีกว่า 17,600 ล้านบาท
ลองย้อนเวลาไปดูเหตุการณ์ทั้งหมดกันครับ

---

จุดเริ่มต้นจากการโอนหุ้น 1 บาท

บริษัท Ample Rich (จัดตั้งที่ BVI)
โอนขายหุ้นชินคอร์ปให้บุคคล 2 คน

คือ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา
ในราคาต่อหุ้น 1 บาทจำนวน 329.2 ล้านหุ้น
ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท/หุ้น

คำถามคือทำแบบนั้นเพื่ออะไร?
คำตอบอยู่ในวันที่ 23 มกราคม 2549
---

23 มกราคม 2549

หุ้นที่ทั้ง 2 คนได้รับมาจาก Ample Rich
ถูกขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ในราคา 49.25 บาท

กรณีทั้งหมดนี้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
เพราะการขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์
ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา
ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2(23)

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย
จนทางกรมสรรพากรต้องออกแถลงข่าวยืนยัน

---

กรมสรรพากรยืนยันว่าได้รับยกเว้นภาษี
โดยมีเนื้อหาที่สำคัญ สรุปได้ตามนี้

1. บุคคลธรรมดาซื้อต่ำกว่าตลาด
ไม่ถือเป็นเงินได้ของบุคคลธรรมดา

2. ส่วนการจ่ายเงินค่าหุ้นให้บริษัทในต่างประเทศ
ถ้าเงินที่จ่ายให้นั้นไม่เกินกว่าเงินทุนที่ บ.ขาย
ก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70

และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ไม่ว่าจะได้หุ้นนั้นมาในกรณีใดก็ตาม
ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามปกติ

อ้างอิงได้ตาม
เลข ปชส. 10/2549 และ 13/2549

แน่นอนว่ามีการโต้แย้งตามมาอีกมาก
และเป็นประเด็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย

ทำให้หลังจากนั้น
เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง

หนึ่งในนั้นคือการประเมินภาษีของสรรพากร

---

ปี 2550 - 2553 ประเมินภาษีครั้งแรก

โดยตอนแรก สรรพากรประเมินภาษี
ไปที่บุตร 2 คน กรณีการขายหุ้นดังกล่าว

แต่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า
การประเมินภาษีแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง

เพราะที่จริงหุ้นเป็นของเจ้าของที่แท้จริง
คือ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่บุตรทั้ง 2 คน
จึงต้องประเมินให้ถูกคน และถูกกรอบของกฎหมาย

ผลของคำพิพากษานี้
ทำให้การประเมินภาษีต่อบุตรทั้งสอง
ถูก "เพิกถอน" ไปในที่สุด

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้
เพราะเมื่อรู้ว่าภาระภาษีที่แท้จริง
นั้นต้องเป็นของตัวการ ไม่ใช่ตัวแทน

ทำให้เกิดการประเมินภาษีอีกครั้ง
ก่อนหมดอายุความเพียง 3 วัน

---

28 มีนาคม 2560

ก่อนหมดอายุความ 3 วัน
สรรพากรส่งหนังสือประเมินภาษีไปที่ตัวการ

นั่นคือ นายทักษิณ ชินวัตร
เรียกเก็บภาษีจำนวน 17,600 ล้านบาท

---

ภาษี 17,600 ล้านบาทมาจากไหน

"เงินได้ทีต้องเสียภาษี" คิดจาก "ส่วนต่าง" ราคาหุ้น
ที่ Ample Rich ขายให้บุตร (ตัวแทน) ในราคาถูกเกินจริง

ส่วนต่างราคา: 49.25 (ราคาตลาด) - 1.00 (ราคาพาร์)
= 48.25 บาท/หุ้น จำนวนหุ้น: 329.2 ล้านหุ้น
รวมเป็นเงินได้ราว ๆ 15,900 ล้านบาท

คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย

คำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แบบก้าวหน้า (ปี 2549 ฐานสูงสุด 37%)
ตัวภาษีที่คิดได้จากเงินได้สุทธิ ประมาณ 5,870 ล้านบาท

คำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

เนื่องจากผ่านมา 10 ปีแล้ว (2549-2560)
กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้ตามนี้

เบี้ยปรับ 1 เท่า ประมาณ 5,870 ล้านบาท
เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน สูงสุดไม่เกินภาษี
คิดเป็นเงินประมาณ 5,870 ล้านบาท

รวมทั้งหมด ประมาณ 17,600 ล้านบาท

นี่คือที่มาของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด
แต่ก็ยังไม่ต้องจ่ายทันที ณ ตอนนั้น
เนื่องจากต่อสู้กันต่อในชั้นศาล

---

จากการประเมินดังกล่าวสู่ชั้นศาล
นำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนาน

ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงวันนี้
การต่อสู้ทีผ่านมาทั้งสองศาล

ทั้งศาลภาษีอากรกลาง (2565)
และ ศาลอุทธรณ์ (2566) ยกฟ้อง
เนื่องจากขั้นตอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นั่นคือ ไม่ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบ
ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฏากร
ซึ่งต้องออกภายใน 5 ปีตามกฎหมาย
ไม่ใช่มาประเมินในปีที่ 10 โดยไม่มีหมายเรียก

ตอนแรกเรื่องเหมือนจะจบแค่นี้
แต่ต่อมากรมสรรพากรยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา

จนมาถึงวันนี้

---

17 พฤศจิกายน 2568
ศาลฎีกาพิพากษา “กลับ”
ให้การประเมินภาษีมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจในหลายประเด็น

1. เป็นเจตนาการปกปิดการถือหุ้น
โดยใช้บุตรและบุคคลอื่นเป็น "นอมินี" ถือหุ้นแทน

2. ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
นอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่น รวมถึงประโยชน์ทางภาษี

3.ขาดคุณธรรมทางภาษี
และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร

4. ธุรกรรมทั้งหมดนี้ถือว่า
มิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง

ดังนั้นจึงให้กรมสรรพากรประเมินภาษีตามเดิม
และไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ในมุมของคนทำงานด้านภาษี
ผมเห็นความน่าสนใจของการพลิกคำตัดสิน

---

เรามองเห็นอะไรจากเรื่องนี้บ้าง ?

1. เรื่อง เจตนา มากกว่า รูปแบบ
กฎหมายภาษีควรให้ความสำคัญกับ
“ความจริงทางเศรษฐกิจ”มากกว่าเอกสารธุรกรรม

2. การที่ศาลไม่เชื่อว่าการโอนหุ้น 1 บาท
มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ (หรือมีประโยชน์ใดๆ)

เมื่อไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
แปลว่าเป็นธุรกรรมเพื่อประโยชน์ทางภาษี

3. ขาดคุณธรรมทางภาษี คำนี้ได้ยินครั้งแรก
แต่ก็น่าสนใจว่าจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานได้อย่างไรต่อไป

เพราะคำว่า คุณธรรม สามารถจะวัดผลในแง่ไหนได้บ้าง
สิ่งนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคต

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำตัดสินนี้
ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

---

ทั้งหมดนี้คือ “บันทึกความเข้าใจ”
จากมุมมองของคนทำงานสายภาษีคนหนึ่ง

ไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่า
คำตัดสิน “ถูก” หรือ “ผิด” ทางการเมือง

แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่า…

ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยมีดีลขายหุ้น 73,000 ล้าน
ที่ไม่เสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว

และอีกเกือบ 20 ปีต่อมา
ดีลเดียวกันนี้ ถูกประเมินภาษีกลับมาที่ 17,600 ล้าน

คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “คน ๆ เดียว”
แต่มันคือกรณีศึกษาว่าการต่อสู้ทางกฎหมาย
และมันเปลี่ยนได้ตาม "ความคิด" ของคน

ขอบคุณค่ะ

18/11/2025

📣 เคสดังสะเทือนวงการ! "ทักษิณ" โดนภาษีย้อนหลัง 17,600 ล้าน 💥
เพราะอะไรแค่ “ให้ลูกถือหุ้นแทน” กลายเป็นหนี้ภาษีหลักหมื่นล้าน? 😊

📖 เริ่มต้นที่ไหนกันนะ?
ย้อนกลับไปสมัยก่อน (ก่อนปี 2549)
ทักษิณ ชินวัตร มีหุ้นบริษัท "ชิน คอร์ปอเรชั่น" (ธุรกิจโทรคมนาคม) จำนวนมาก
แต่พอจะเข้าสู่การเมืองเป็นนายกฯ เจอปัญหา! 😱
→ กฎหมายห้ามนักการเมืองถือหุ้นบริษัทบางประเภท
วิธีแก้ตอนนั้น:
โอนหุ้นให้ "ลูกๆ" (พานทองแท้ และ พินทองทา ชินวัตร) และคนอื่นๆ ถือแทน

💸 ปี 2549 - จุดเริ่มของปัญหา!
มีการขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับ Temasek Holdings (สิงคโปร์)
💰 มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท!
และที่สำคัญ → ตอนนั้นไม่ได้เสียภาษี! เพราะใช้ช่องทางที่กฎหมายยกเว้นภาษี

🚨 แล้วเกิดอะไรขึ้น?
กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบ!
พบว่า...
❌ หุ้นที่ลูกๆ ถือ → จริงๆ แล้วเป็นของทักษิณ!
❌ ลูกๆ แค่ "ถือชื่อ" (Nominee) ให้เท่านั้น!
หลักฐานที่สรรพากรใช้:
-ลูกๆ ยังเด็ก ไม่มีรายได้พอซื้อหุ้นมูลค่าหลายพันล้าน
-เงินซื้อหุ้นมาจากทักษิณ
-การตัดสินใจขายหุ้น → ทักษิณเป็นคนควบคุม
-กำไรจากการขาย → กลับไปที่ทักษิณ!
→ สรรพากรประเมินว่า ทักษิณต้องเสียภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท!

⚖️ ศาลตัดสินยังไง?
ศาลภาษีอากรกลาง
→ เพิกถอนการประเมินภาษี
→ ทักษิณชนะ ✅
ศาลอุทธรณ์
→ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
→ ทักษิณชนะ ✅
ศาลฎีกา (17 พ.ย. 68)
→ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
→ สรรพากรชนะ! ✅
ผลสุดท้าย: ทักษิณต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท! 💥

🎯 ทำไมถึงต้องเสียภาษี? (จุดสำคัญที่สุด!)
หลักการของศาลฎีกา: "Substance Over Form"
= ดูสาระสำคัญมากกว่ารูปแบบ
ไม่สำคัญว่ากระดาษจะเขียนว่ายังไง...
ที่สำคัญคือ "ความจริง" ว่าใครได้ประโยชน์จริงๆ!
ศาลวินิจฉัยว่า:
✅ เจ้าของตัวจริง = ทักษิณ (ไม่ใช่ลูก)
✅ ผู้ได้กำไรจากการขาย = ทักษิณ
✅ ผู้ที่ควบคุมการขาย = ทักษิณ
→ ทักษิณต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา!

💡 การโอนหุ้นให้ลูก ต้องเสียภาษีมั้ย?
ตามกฎหมายมี 2 กรณี:
1️⃣ ถ้าเป็นการ "ให้เปล่าๆ" (Gift)
สมัยก่อนปี 2559:
-🎁 พ่อแม่ให้ลูก = ยกเว้นภาษี!
-ดูเหมือนถูกต้องตามรูปแบบ ✅

2️⃣ ถ้าเป็นการ "ขาย"
-ต้องเสียภาษีเงินได้จากการขาย
-แต่คดีนี้พ่อให้ลูก

🔍 แล้วปัญหาคืออะไร?
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า → "ไม่ใช่การให้จริง!"
เพราะ:
❌ ทักษิณยังควบคุมหุ้นอยู่
❌ ทักษิณยังได้ประโยชน์จากหุ้น
❌ ลูกเป็นแค่ "หุ่นเชิด" หรือ "คนกลาง"
→ ไม่ใช่การให้ของขวัญ = ไม่ได้ยกเว้นภาษี!

📊 Timeline ให้เห็นภาพชัดๆ
⏰ ก่อนปี 2549
→ ทักษิณ "โอน" หุ้นให้ลูก
→ ดูเหมือนให้ของขวัญในครอบครัว
→ ไม่เสียภาษี (ตามรูปแบบ) ✅
💰 ปี 2549
→ ขายหุ้นชินคอร์ปให้ Temasek
→ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
→ ใช้ช่องทางยกเว้นภาษี
🔍 หลังปี 2549
→ สรรพากรตรวจสอบ
→ พบว่า "ลูกถือชื่อ เจ้าของจริงคือพ่อ"
→ ประเมินภาษีย้อนหลัง
⚖️ 17 พ.ย. 2568
→ ศาลฎีกาพิพากษากลับ
→ ทักษิณต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน! 💥

🤔 สรุป: จุดไหนต้องเสียภาษี?
❌ ไม่ใช่ตอน "โอนให้ลูก"
ตามรูปแบบ (Form) = ให้ของขวัญ → ไม่เสียภาษี
✅ คือตอน "ขายหุ้น" ปี 2549!
ตามสาระ (Substance) = เจ้าของจริงคือทักษิณ → ต้องเสียภาษี!

💰 1.76 หมื่นล้านบาท มาจากไหน?
ประกอบด้วย:
-ภาษีเงินได้ตัวจริง (กำไรจากการขายหุ้น)
-เบี้ยปรับ (เพราะไม่ยื่นภาษี/ยื่นไม่ถูกต้อง)
-เงินเพิ่ม (1.5%/เดือน × 17+ ปี)
→ ตัวเลขพองมหาศาล เพราะเวลาผ่านไปนาน + เงินเพิ่มทบต้น! 📈

🎓 บทเรียนสำคัญสำหรับนักบัญชี!
✨ ข้อ 1: การวางแผนภาษีต้องมี "เหตุผลทางธุรกิจ"
❌ อย่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างเดียว
✅ ต้องมี Business Substance ที่แท้จริง
✨ ข้อ 2: "Nominee Structure" มีความเสี่ยงสูง!
ถ้าใช้คนอื่นถือชื่อแต่
-ยังควบคุมอยู่
-ยังได้ประโยชน์อยู่
-คนถือเป็นแค่หุ่นเชิด→ สรรพากรสามารถเจาะทะลุได้!

✨ ข้อ 3: เอกสารครบ ≠ ปลอดภัยแน่นอน
แม้เอกสารถูกต้องตามรูปแบบ แต่ถ้า:
-ขาดคุณธรรมทางภาษี
-ไม่สอดคล้องเจตนารมณ์กฎหมาย
-ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ→ ศาลอาจปฏิเสธได้!

🔥 ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น
สถานการณ์ที่ 1:พ่อให้บ้านลูก → ลูกอยู่เองขายเอง ผล: ✅ ไม่เสีย(ตอนให้)/ลูกเสีย(ถ้าขายมีกำไร)
สถานการณ์ที่ 2:พ่อให้บ้านลูก → พ่อยังอยู่ ยังควบคุม ผล: ⚠️ มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบ
สถานการณ์ที่ 3:พ่อให้หุ้นลูก → ปันผลกลับมาพ่อ ผล: ❌ พ่อต้องเสียภาษี!
สถานการณ์ที่ 4:พ่อให้หุ้นลูก → ลูกจัดการเอง ได้เงินเอง ผล: ✅ ลูกเสียภาษี

💬 คำถามที่เจอบ่อย
Q: แล้วลูกต้องเสียภาษีมั้ย?A: ไม่! ศาลตัดสินแล้วว่าลูกไม่ใช่เจ้าของจริง → ไม่ต้องเสีย
Q: จะต้องจ่ายจริงหรอ?A: ใช่! เพราะศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด คำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
Q: ถ้าให้ลูกจริงๆ ต้องทำยังไง?A:✅ ให้ไปเลย ไม่ควบคุม ไม่แทรกแซง✅ ลูกต้องเป็นเจ้าของจริง ตัดสินใจเอง✅ ผลประโยชน์ไม่กลับมาที่ตัว

🎯 สรุปสั้นๆ ให้จำ!
📍 "ใครได้ประโยชน์จริงๆ คนนั้นต้องเสียภาษี!"
📍 ภาษีดูที่ "ความจริง" ไม่ใช่แค่ "กระดาษ"
📍 "ให้ถือชื่อ" = มีความเสี่ยง สรรพากรเจาะทะลุได้!
📍 วางแผนภาษีต้องมีเหตุผลทางธุรกิจจริงๆ

✨ ข้อคิดท้ายทาย
การวางแผนภาษีที่ดี ต้อง:
✅ ชอบด้วยกฎหมาย
✅ มีสาระทางธุรกิจจริง
✅ สอดคล้องเจตนารมณ์กฎหมาย
ถึงจะอยู่รอดในศาล! 💪

ถ้าชอบอย่าลืม:💙 กด Like / Share

#ภาษี #ทักษิณ #ชินคอร์ป #บัญชี #เรียนภาษี #ภาษีบุคคลธรรมดา #เข้าใจง่าย

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษี

ที่อยู่

เทพารักษ์
Samut Prakan
10280

เบอร์โทรศัพท์

+66993942295

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานบัญชี วัลแคนส์คอนซัลแตนส์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานบัญชี วัลแคนส์คอนซัลแตนส์:

แชร์