09/07/2026
✅️ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มบังคับใช้ #กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จะต้องนำส่งเงินสมทบเข้า "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ในอัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ซึ่งนายจ้างจะต้องหักและนำส่งพร้อมเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
📍อัตราการจัดเก็บเงินสมทบ
- 1 ต.ค.69 - 30 ก.ย.74 = 0.25%
- 1 ต.ค.74 เป็นต้นไป = 0.5%
เช็กเลยใครได้สิทธิ- ใครได้รับการยกเว้น "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค.69
◤ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร
เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของ กองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินสำรองเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการ ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยมีเป้าหมายช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน
ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่กองทุนประกันสังคม และไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้วัตถุประสงค์จะเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันทางการเงินเช่นเดียวกัน แต่มีรูปแบบการบริหาร เงื่อนไขการนำส่งเงิน และสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน
◤ แม้ลาออกเองก็มีสิทธิรับเงินคืนตามเงื่อนไขกฎหมาย
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ลูกจ้างจำนวนมากจะมีหลักประกันทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการบังคับใช้ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองลูกจ้าง รวมถึงการส่งเสริมการออม จุดที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ แม้จะเป็นฝ่าย "ลาออกเอง" ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินคืนจากกองทุน ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณี "ถูกเลิกจ้าง" เท่านั้น
◤ อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
หลักการของกองทุนนี้คือ นายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ในช่วง 5 ปีแรก ทั้งลูกจ้างและนายจ้างจะส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และหลังจากนั้น จะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง เพื่อสะสมเป็นเงินสำรองของลูกจ้างในอนาคต
• 1 ต.ค.2569 - 30 ก.ย. 2574 : ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง
• 1 ต.ค.2574 เป็นต้นไป : ฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง
อัตราเงินสะสม คือ เงินสะสม คือ เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ส่วน เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้แก่ลูกจ้างเพื่อส่งเข้าสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
◤ลูกจ้างจะไดรับเงินเมื่อไหร่
กรณีลูกจ้างออกจากงานทุกกรณี
• ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเข้ากองทุน
• นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการสิ้นสภาพการจ้าง และคืนเงินให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสภาพการจ้าง
• การจ่ายจะจ่ายเป็นเงินก้อนครั้งเดียว โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง
กรณีลูกจ้างเสียชีวิต
• หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินสะสมและเงินสมทบทั้งหมดจะตกเป็นของบุคคลที่ลูกจ้างได้ระบุไว้ในแบบ สกล.5
• กรณีที่ไม่ได้ระบุผู้รับเงินไว้ เงินดังกล่าวจะตกแก่บุตร คู่สมรส บิดา และมารดา โดยแบ่งในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน
• แต่หากไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินตามที่กฎหมายกำหนด เงินทั้งหมดจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
◤ ใครบ้างเข้าร่วม - ใครบ้างที่ได้รับการยกเว้น
กิจการที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
• กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
• กิจการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต จะต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
• แม้กิจการจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่หากมีลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือไม่สมัครเข้ากองทุนนั้น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างกลุ่มนี้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กิจการที่ได้รับการยกเว้น
• สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน
• นายจ้างที่ได้จัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือนายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
• กิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้น เช่น มูลนิธิ สมาคม และหน่วยงานที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ก็ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับในการเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
◤ บทลงโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามมีผลบังคับใช้ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยกรณีที่ไม่นำส่งเงินสะสม/สมทบ หรือส่งไม่ครบถ้วน นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และต้องชำระภายใน 30 วันหลังจากได้รับหนังสือเตือนจากพนักงานตรวจแรงงาน นอกจากนี้ หากไม่ยื่นแบบแจ้งข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลเท็จ จะมีโทษทางอาญาคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
#กฎหมายใหม่ #กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #ลูกจ้าง #นายจ้าง #กฎหมายแรงงาน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ