Investor Rich แนะนำวีธีการเทรดหุ้นแบบไหนให้ได้ก?

บางทีความไม่รู้ก็เป็นข้อดีของชีวิตก่อนออกเดินทาง รู้จักเส้นทางบ้างก็ดีแต่อย่าจับผิดทุกหลุมทุกบ่อที่รออยู่ข้างหน้าเพราะคว...
09/10/2017

บางทีความไม่รู้ก็เป็นข้อดีของชีวิต

ก่อนออกเดินทาง รู้จักเส้นทางบ้างก็ดี
แต่อย่าจับผิดทุกหลุมทุกบ่อที่รออยู่ข้างหน้า
เพราะความสนุกของการเดินทาง
ก็คือได้เดินตกหลุมบ้างในบางครั้ง

ถ้าคิดจะเดินไปข้างหน้าแล้ว
อย่ากลัวทางเดิน ความกลัวจะทำให้เราหมดสนุก
และบางสิ่งบางอย่างถ้าทำแล้วไม่สนุก
ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร

"บางครั้งความไม่รู้ ก็มีประโยชน์ต่อความฝัน
ถ้าไม่รู้ ก็ไม่กลัว และเพราะไม่กลัว จึงกล้าก้าวเดิน"

ปล. ความกลัว vs ความโลภ

คำสั่งในการซื้อขายหุ้น ที่ควรทราบอันนี้ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ลงทุนครับว่า ผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งแบบใดเข้าสู่ตลาดหลักท...
09/10/2017

คำสั่งในการซื้อขายหุ้น ที่ควรทราบ

อันนี้ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ลงทุนครับว่า ผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งแบบใดเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้บ้างครับ เพื่อเป็นความรู้ครับผม

- ATO = At The Open เป็นคำสั่งที่สามารถส่งเข้าไปได้ในช่วง Pre Open ทั้งสองช่วง (เช้าและบ่าย) เท่านั้นครับ เมื่อจบช่วงนั้นแล้วไม่ว่าออร์เดอร์จะ match หรือไม่ จะถูกยกเลิกไปทันทีครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกยกเลิกเพราะมัน match นั่นเองครับ

คำสั่งนี้ จะถือว่า ผู้ที่ส่งคำสั่งไม่สนใจราคา แต่ต้องการให้ออร์เดอร์ของตัวเอง match ในราคาเปิดทันทีครับ สามารถส่งได้ทั้งฝั่งซื้อ และขาย ท่านจะเห็นจำนวนและเขียนว่า ATO ในช่วง Pre Open นั่นแหละครับคือคำสั่ง ATO ที่ถูกส่งเข้าไป โดยผู้ที่ส่งคำสั่ง ATO จะมีสิทธิ์ match ก่อนผู้ที่ส่งออร์เดอร์เป็น ซิลลิ่งและฟลอร์อีกนะครับ วันไหนเห็นหุ้นซีลลิ่งแล้วช่วง Pre Open จะยังมี ATO ก่อน นั่นแหละครับมันแซงคิวคนที่ให้ราคาซิลลิ่งซะอีกครับ

ATC = At The Close เป็นคำสั่งที่มีหลักการเหมือน ATO เป๊ะ ๆ ครับ แต่จะส่งเข้าไปได้ในช่วง Pre Close เท่านั้นครับ

** ทั้งคำสั่ง ATO และ ATC ไม่ใช่ว่าใส่ออร์เดอร์เข้าไปแล้วต้อง match นะครับ บางกรณีอาจไม่ match ก็ได้ เช่น ATO ไปในฝั่งซื้อ แต่ว่าหุ้นนั้นไม่มีคนตั้งขายออกมา ก็จะไม่ match ครับ

คำสั่งปกติตอนตลาดเปิดเทรด เป็นคำสั่งที่เรา ๆ ใช้กันอยู่นี่แหละครับ ใส่ชื่อหุ้น, จำนวน, ราคา แล้วส่งเข้าไป จะ match หรือไม่ก็แล้วแต่ ราคาและจำนวนที่เราส่งเข้าไปครับ แต่คำสั่งพวกนี้จะมีลูกเล่นให้เราสามารถทำได้ด้วยนะครับ เผื่อบางคนที่ไม่ทราบ

MP = Market Price ตรงนี้เป็นการส่งคำสั่งโดยต้องการ match ทันทีโดยไม่สนใจราคาครับ เอาจำนวนเข้าว่า ทั้งฝั่งซื้อและขาย ถ้าซื้อคือต้องการจำนวนหุ้นไม่สนใจว่าราคาที่ซื้อมาเป็นเท่าไหร่ครับ ส่วนฝั่งขายก็ขายให้ได้ไม่สนใจราคาขายครับ

** คำสั่ง MP นี้ ใส่ไปแทนตรงราคาได้เลยครับ แต่ว่า ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ เพราะเราไม่ทราบว่าจะซื้อหรือขายหุ้นในราคาเท่าไหร่กันแน่ และอีกประเด็นนึงที่ผมไม่ทราบจริง ๆ คือถ้า จำนวนหุ้นไม่พอที่เราต้องการ ส่วนที่เหลือของจำนวนจะเป็นอย่างไร จะไปค้นมาให้ทีหลังครับ

Published เป็นการซ่อนออร์เดอร์ไว้ครับ โดยมีหลักการว่า เราใส่จำนวนหุ้นที่เราต้องการขายไปทั้งหมดก่อน แล้วก็ตั้งค่า Published ไว้ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ (ต้องน้อยกว่าจำนวนที่ต้องการขายทั้งหมดนะครับ) ซึ่งตรงมีเงื่อนไขอีกว่า ต้องตั้งจำนวนเป็นอย่างน้อยเท่าไหร่จึงจะสามารถ ซ่อนออร์เดอร์ได้ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ต้องจำนวนอย่างน้อย 10000 หุ้นและ สามารถซ่อนได้ไม่ต่ำกว่า 1000 หุ้น อันนี้เป็นประมาณนี้นะครับ อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้

**คำสั่ง Published นี้ จะส่งได้ในช่วงตลาด Open เท่านั้น ช่วง Pre Open, Pre Close ส่งเข้าไปไม่ได้นะครับ และคำสั่งนี้จะโดนยกเลิกทันที่ที่ตลาดปิดช่วงเช้า 12.30 น. และ ก่อน Pre Close 16.30 น. แล้วแต่ช่วงไหนจะถึงก่อนครับ และส่งออร์เดอร์ published เป็นราคาเคาะส่งไม่ซ่อนนะครับ เพราะมัน match ไปแล้ว

คราวนี้เมื่อออร์เดอร์ซ่อนเข้าไปแล้ว จะเป็นอย่างไรมาดูกันครับ

ตย.
หุ้น A มีฝั่ง Offer 10000 หุ้น ราคา 10 บาท

ท่านส่งออร์เดอร์ ขายหุ้น 100,000 หุ้น Published 10,000 หุ้น 10 บาท ในหุ้น A จำนวน Offer ในหุ้น A จะเพิ่มเป็น 20,000 หุ้นทันทีครับ จนกระทั่งมีคนซื้อหุ้นของท่าน 10,000 หุ้น แล้ว อีก 10,000 หุ้น จะเข้าไปใหม่ครับ บางคนเข้าใจผิดว่า หุ้น 100,000 หุ้นจะต่อคิวกันโดยแสดงทีล่ะ 10,000 หุ้นซึ่งไม่ใช่นะครับ มันจะเข้าไปทีละ 10,000 หุ้น โดยที่ 10,000 หุ้นก่อนหน้านั้นได้ match ไปหมดแล้วนะครับ ออร์เดอร์ 10,000 ต่อไปถึงจะเข้าไป หมายความว่าออร์เดอร์จะรอเข้าไปอีก 90,000 หุ้น โดยเข้าไปทีละ 10,000 เมื่อ 10,000 หุ้นก่อนหน้านั้นโดน match ไปหมดแล้วนะครับ ซึ่งบางทีท่านอาจจะเสียคิวได้ เพราะมีออร์เดอร์ของคนอื่นเข้าไปแซงหน้าก่อนครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ 15 ตุลาคม 2557 เวลา 11:21:24 น.

ssec
15 ตุลาคม 2557 เวลา 11:18:59 น.
ขอบคุณเครดิต เว็บพันธ์ทิพย์ ภาพประกอบ หุ้นปั

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงอยู่ในตลาดหุ้นได้ไม่นาน และจะทำยังไงให้อยู่ได้นาน! จะพูดถึงปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ทำให้อยู่ในตลาดหุ้นได้ไ...
09/10/2017

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงอยู่ในตลาดหุ้นได้ไม่นาน และจะทำยังไงให้อยู่ได้นาน!

จะพูดถึงปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ทำให้อยู่ในตลาดหุ้นได้ไม่นานก่อนนะ

1.ท้อก่อน ซื้อทีไรแดงตลอด ขายเมื่อไรเด้งใส่ตลอด
2.ใช้อารมณ์มากกว่าหลักการในการซื้อ
3.ซื้อเต็มจัดเต็มหวังรวยในการซื้อหุ้น1ครั้ง มีเท่าไรใส่หมด
4.ไม่มี stop loss หรือถ้ามี ถึงเวลาให้ cut loss ไม่ cut อดทนขออีกนิดเดียวขึ้น พัง!!
5.ขี้กลัว หุ้นลงก็กลัว หุ้นขึ้นก็กลัว ไม่กล้าซื้อซักที สุดท้ายไม่ได้ซื้อ ไม่เอาไม่เล่นดีกว่า
6.ไม่มีเวลาดูหุ้น ไม่ทำการบ้าน
7.ถึงเป้าไม่ขายโลภ อยากไปขายราคาสูงสุด
8.มองกำไรก่อนความเสี่ยงเสมอ
9.ไม่มีการทำ money management

และในส่วนของวิธีแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน !!!

1.คนทุกคนเสียหุ้นได้เพราะแรกๆใครก็เสีย แต่ทุกครั้งที่เสียต้องเรียนรู้เราพลาดตรงไหน
2.ควรมีระบบในการเทรด ซื้อเพราะอะไร ขายเพราะอะไร อย่าซื้อ ขาย มั่ว
3.อย่าโลภแบ่งไม้ซื้อดีๆ
4.ถึงเวลาคัทให้คัท! เดียวจะไหลลงลึก ป้องกันเงินทุนไว้ก่อน
5.ส่วนมากคนกลัว ไม่กล้าซื้อหุ้นเพราะความไม่รู้ ศึกษาให้ดีก่อนจะซื้อทุกครั้ง
6.ทำการบ้านทุกครั้งก่อนซื้อ ห้ามเล่นตามอารมณ์ ตามข่าว ห้ามหาหุ้นตอนเช้าก่อนซื้อ10 นาที เพราะคุณจะไม่ได้วางแผนอะไรเลย
7.ไม่มีทางขายได้ในราคาสูงสุด เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าตรงไหน คือจุดสูงสุด
8.เราควรมองความเสี่ยงก่อนกำไร! ถ้าเสี่ยงเยอะกำไรน้อย ไม่คุ้มก็ไม่ต้องเล่น อย่าหวังเอา1 บาท และยอมเสีย 5 บาท
9.money managementจะช่วยให้คุณขาดทุน น้อยๆได้

พอเพียงอย่างพอใจ โดย...ฉาย บุนนาคกุญแจสู่ความสำเร็จในการลงทุน"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" เป็นสุภาษิตและหลักธรรมคำสอน ว่าด้วยจะ...
09/10/2017

พอเพียงอย่างพอใจ
โดย...ฉาย บุนนาค

กุญแจสู่ความสำเร็จในการลงทุน

"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" เป็นสุภาษิตและหลักธรรมคำสอน ว่าด้วยจะทำการสิ่งใดๆ ควรคิด ควรศึกษา พยายามทำด้วยตัวเองอย่างสุดความสามารถ ก่อนที่จะไปพึ่งพา ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพราะในบางสถานการณ์ผู้อื่นก็อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือได้

ในตลาดทุน ตลาดแห่งกิเลสที่ขับเคลื่อนโดย "ความโลภ"เป้าหมายหลัก จุดประสงค์เดียวของนักลงทุนทั่วไปคือ "ผลประโยชน์อันสูงสุด" ... คือความเชื่อผิดๆ ที่ขัดแย้งกับหลักธรรมและหลักคิดเรื่อง "ความพอเพียง"...

เอาล่ะ ... ในเมื่อวันนี้ บ่อน้ำใหญ่แห่งความโลภ (แห่งตลาดทุน) เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เอาแค่ไม่บาดเจ็บ หรือ เสียหายจากตลาดหุ้นก็ยากแล้ว ?!?

การลงทุน การเล่นหุ้น ไม่ควรต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น หรือปัจจัยภายนอกใดๆ ให้เราประสบความสำเร็จ หรือ "Make Money"

ความสำเร็จอย่างมั่นคงต้องมาจากตัวเรา สมองเรา ใจของเรา (วินัยของเรา) ไม่ใช่มาจากการยืมจมูกคนอื่นหายใจ!!

การพึ่งพิงข้อมูลภายในและข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่กุญแจแห่งความสำเร็จ...

12 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นนักลงทุนมากมายเสียหาย เพราะ "เชื่อและใช้ข้อมูลภายใน" เพื่อตัดสินใจลงทุน...

บางครั้ง เพราะข้อมูลที่ได้มาผิดบ้าง เพราะข้อมูลที่ได้มา ช้าเกินไปบ้าง หรือเพราะโลภมากจนไม่ยอมขายทำกำไรบ้าง

"การใช้ข้อมูลทั่วไป" เช่น บทวิเคราะห์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวลือจากปากต่อปาก ข่าวลือจาก Social Media... คือยาเสพติดผสมยาพิษชั้นดีของตลาดหุ้น ที่คนเขลาเสพได้ไม่เคยเบื่อ

บทวิเคราะห์ ข่าวสาร และข้อมูลทุกวันนี้ จะหาที่น่าเชื่อถือก็ช่างยาก เพราะนักข่าว นักวิเคราะห์ที่เข้าใจตลาดหุ้นจริงๆ นั้น หายากพอๆ กับหานักลงทุนมือทองในตลาดทุน...

ไม่นับถึงมุมมืดของบ่อน้ำแห่งนี้ เมื่อบริษัทจดทะเบียนมากมายต่างจ้าง PR ประชาสัมพันธ์เพื่อปล่อยข่าวบิดเบือนให้เกินจริงเพื่อประโยชน์ด้านราคาหุ้น

หากคิดจะอยู่รอดในตลาดแห่งความโลภนี้ จงเลือกกลั่นกรองข้อมูลและตัดสินใจอย่างมีสติ รู้ให้ทันใจตนเอง อย่าตกเป็นทาสของความโลภ ... นั่นแหล่ะคือ กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จอย่างมีสุข

คอลัมน์ : พอเพียงอย่างพอใจ/หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3294 หน้า 18 ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.2560

กฎธรรมชาติของหุ้นที่จะลง 1) ราคาจะลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาการซื้อขาย แนวคิด :  ราคาจะลงได้อย่างเร็ว เมื่อมีคนทิ้งของที่ร...
09/10/2017

กฎธรรมชาติของหุ้นที่จะลง

1) ราคาจะลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาการซื้อขาย

แนวคิด : ราคาจะลงได้อย่างเร็ว เมื่อมีคนทิ้งของที่ราคา BID เมื่อมีการขายที่ Bid แล้วมีการถอดBid ตั้งรับออก


สาเหตุ : การขายแบบนี้ เป็นการขายที่ คนทำราคามีต้นทุนต่ำ จน ได้เปรียบ ในการขายราคาไหนก็กำไร กฎธรรมชาตินี้ มักเป็นหุ้นที่ free float ต่ำ bid บาง แต่จะมีการสร้าง bid จำแลง เพื่อเรียกให้คนสนใจ เพื่อการออกของให้มากที่สุด ก่อน ขาย

2) ราคาจะค่อยๆลงวันละช่อง อย่างช้า ๆ

แนวคิด : ราคาที่ลงแบบช้า จะเป็นการลงที่ทำให้ คนถือหุ้น รู้สึกอุ่นใจไม่ขายหุ้น ออก มักเป็นการลงแบบไร้ volume

สาเหตุ : การขายแบบนี้ เป็นขายที่คนทำราคาต้องการที่จะเก็บของเพื่อปฎิบัติการใหม่ โดยหุ้นที่อยู่ในมือ ยังอยู่ แต่ทำให้ราคาลง เพื่อสร้างต้นทุนใหม่ที่ดีขึ้นจากการขึ้นมาแรง

3) การขายแบบเติม offer

แนวคิด : เมื่อถึงแนวต้านเลขที่มีนัยยะ จะมีการเติม bid ให้หนาเพื่อเรียกกระแสในการเคาะขวา เพราะมันทำท่าจะต้องไป แต่เคาะขวาเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน

สาเหตุ: การขายแบบนี้จะเป็นการขายที่ทำให้ได้ราคาดี ไม่เสียราคาจากการปาของทิ้ง คนทำราคาจะต้องทำให้ เชื่อว่า มันจะมีโอกาสไป แต่มันจะไม่ไป เพราะ มันจะขัดกับกฎธรรมชาติของการขึ้น ที่ ต้องซื้อ offer อย่างรวดเร็ว
การเติมการขายที่ offer จะเป็นการขายแบบแรก และตามต่อด้วย การขายที่ราคาลงอย่างรวดเร็วในชั่วโมงซื้อขายแบบถอน BID

4). ราคาเปิดโดดลง

แนวคิด : ราคาเปิดตลาดมา โอ้แม่เจ้า เกินรับไหว ลงอะไรได้ขนาดนี้ แบบไม่ได้ตั้งตัว

สาเหตุ : เพราะ คนทำราคา ของออกของจังหวะสุดท้ายแบบไม่ทันตั้งตัว หรือ มีข่าวร้ายที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้น ฉะนั้นเมื่อไหร่ เห็นการเปิดลงอย่างรุนแรง จงจำไว้เสมอ ว่า ราคาเปิด มักเป็นราคาขายที่ดีที่สุดในวันที่เลวร้าย

กฎที่ต้องนำไปท่องจำ

ราคา.คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขายแบบไหน จะขายแบบติด offer ขายอย่างรวดเร็วในชั่วโมงซื้อขาย ขายอย่างช้าๆ ขายอย่างเปิดโดดลง มันคือ ความสูญเสียที่คุณต้องควบคุมให้ได้ โดยให้คำนึงถึง ราคาเป็นที่ตั้ง ในการยอมรับการขาดทุน เสมอ อย่าเลื่อนราคา stop เพราะ มัน คือ หายนะในการเทรด

แล้วที่สำคัญที่สุด จงอย่างไปอยู่ในวังวนของ กฎธรรมชาติของราคาหุ้นลง เพราะ เราควรจะต้องไปอยู่ ในกฎธรรมชาติของการขึ้น


cr โค้ชเหว่ง super trader republic

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น1)  หุ้นจะขึ้นเมื่อมีการซื้อ Offer ในราคาที่ผิดธรรมชาติ    แนวคิด:  ทำไม อยู่ดีๆ ถึงมีคนยอมซื้...
09/10/2017

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น

1) หุ้นจะขึ้นเมื่อมีการซื้อ Offer ในราคาที่ผิดธรรมชาติ
แนวคิด: ทำไม อยู่ดีๆ ถึงมีคนยอมซื้อแพง ทั้งๆที่ สามารถซื้อถูกได้
สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา เขาจะต้องทำให้ราคาขึ้น ถ้าไม่ยอมซื้อขวา ราคาก็ไม่มีวันขึ้น

2) ในจังหวะหุ้นที่จะขึ้นจริง คนสร้างราคา เขาจะไม่ทำให้เราได้ซื้อง่ายๆ เพราะเราจะมักไม่เคยซื้อได้ทัน สำหรับราคาที่ดี
แนวคิด: ทำไม มีการรวบ offer ไม้ใหญ่ๆ ยกช่อง หรือ การรวบแล้ว เติม Bid โดยทันที
สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา ถ้าเมื่อเป็นจังหวะที่จะเล่นเร็ว เขาจะต้องทำให้ ราคาขึ้นเร็วที่สุดเพื่อให้ห่างจากทุนในการทำราคา เพราะ ถ้าเป็นเรา เราคงอยากให้ ไปไกลจากทุนเรามากที่สุด ในเวลาสั้น ก่อนมีใครจะมาทิ้งหุ้นใส่

3) เวลาหุ้นก่อนจะขึ้นเป็น trend ยาวๆ กราฟเทคนิค มันจะบอกว่า ให้ขายสะ

แนวคิด : ทำไม มีการสร้างกราฟเทคนิคให้ขายก่อนขึ้น
สาเหตุ : ของดีมักไม่มีใครอยากแบ่ง อยากได้ของให้อยู่ในมือมากที่สุด แล้วค่อยไปขายให้ได้ราคาสูง ในจำนวนที่พอใจ

4) เวลาหุ้นขึ้นแรง มักเปิดราคากระโดด

แนวคิด : หุ้นที่ขึ้นแรงๆ มักราคาเปิดกระโดด ผ่าน ราคาที่ผิดธรรมชาติ อย่างแนวต้านที่ไม่เคยผ่าน
สาเหตุ : กฎการสร้างราคา คนสร้างราคา ต้องทำให้ ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ป้องกันการขายหุ้นใส่ ถ้ายิ่งมีคนขายใส่มากเท่าไหร่ ภาระของคนทำราคา จะเหนื่อยมากเท่านั้น ในการจะทำราคาขึ้น เพราะ ต้นทุนจะสูงขึ้นไปด้วยโดยทันทีกับการรับของคนที่ขายใส่เพื่อทำราคาไม่ให้ลง

กฎให้ท่องจำและฝึกฝน

" อย่ากลัวหุ้นเปิดโดด อย่ากลัวการซื้อแบบหวดขวาที่ offer เพราะ มันคือ กฎธรรมชาติ เวลาที่หุ้นจะขึ้น แต่เพียงแค่เราจะควบคุมความเสี่ยงอย่างไรกับ การซื้อแบบพฤติกรรมหุ้นขึ้น

Cr โค้ชเหว่ง super trader republic

หากว่าคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนเกี่ยวกับหุ้น แต่คุณรู้ตัวว่า คุณเป็นคนขี้เกียจมากๆ  ขี้เกียจหาข้อมูล  ขี้เกี...
19/09/2017

หากว่าคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนเกี่ยวกับหุ้น แต่คุณรู้ตัวว่า คุณเป็นคนขี้เกียจมากๆ ขี้เกียจหาข้อมูล ขี้เกียจอ่านหนังสือ ขี้เกียจติดตามข่าวสารหรือ ขี้เกียจหาความรู้ต่างๆ 📚📚
หรือถึงแม้ว่า คุณจะเป็นคนขยัน ศึกษาหาความรู้มากๆ และเรียนมาหลายแห่งแล้ว ก็ตาม แต่ก็ยังไม่รู้จังหวะการเข้าซื้อหุ้นและจุดขายทำกำไรกับหุ้นให้ถูกวิธี ไม่รู้เป้าหมาย และยังไม่รู้จุดคัทตัดขาดทุน ยังคงไม่เข้าใจเทคนิคการลงทุนที่ถูกต้อง 😭😭
การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ถ้าหากไม่รู้เรื่อง และในทางกลับกันย่อมมีผลตอบแทนที่ดี ถ้าหากรู้เรื่องและเล่นเป็น
หากคุณรู้สึกว่าอ้างว้าง ลงทุนคนเดียวมันเหงา ไม่มีเพื่อนร่วมร่วมทางในการลงทุน ไม่มีที่ปรึกษา🤔🤔
😊😊มาสนุกและมีความสุขร่วมกับเราสิครับ เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน เราจะคอยดูแลและเทคแคร์ เอาใจใส่ในการลงทุนของคุณ. เราจะรวยไปด้วยกัน คุณไม่จำเป็นต้องเก่ง ไม่จำเป็นต้องขยัน แต่คุณก็สามารถเล่นหุ้นได้ ผมคนหนึ่งที่ขี้เกียจมากๆ แต่ผมก็รู้จักวิธีหาทางลัดในการลงทุนกับหุ้น มีแนวทาง เทคนิคพิเศษ ข้อเสนอแนะ แนะนำคุณได้ ง่ายกว่าที่คุณคิด เราจะเอาความรู้จริงๆและแนวทางปฏิบัติที่ทำกำไรได้จริงเท่านั้น เพื่อมาใช้ในการลงทุน😊😊
มาเป็นครอบครัวร่วมกับเราสิครับ มาสนุกกับการลงทุน หัวเราะและยิ้มไปด้วยกัน รับรองเราจะไม่ทิ้งกัน จะประสบความสำเร็จไปด้วยกัน Just do it

บทความดีๆ จาก ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแนว VI ตัวพ่อของไทย >> ถาด 3 ใบวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ชอบอุปมาอุปไมยและม...
09/09/2017

บทความดีๆ จาก ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแนว VI ตัวพ่อของไทย

>> ถาด 3 ใบ

วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ชอบอุปมาอุปไมยและมักจะมีอารมณ์ขันเวลาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม คำพูดต่างๆ เหล่านั้นมักจะซ่อนแนวความคิดและปรัชญาที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คำพูดเปรียบเปรยเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่น เพราะมันเป็นหัวใจของการวิเคราะห์หุ้นที่นักลงทุนมักทำผิดพลาดอยู่เสมอ

บัฟเฟตต์ บอกว่า เขาได้รับรายงานการวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก เขาจะอ่านมัน และเมื่ออ่านจบ เขาจะวางลงบนถาดใบใดใบหนึ่งใน 3 ใบ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานเขา หุ้นตัวที่เขาดูว่ามีคุณภาพดีราคาถูกเหมาะสมที่จะพิจารณาลงทุน เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “In” หุ้นตัวที่เขาดูแล้วไม่คุ้มค่าเลยและไม่น่าสนใจลงทุน เขาจะวางไว้ในถาด “Out” ส่วนหุ้นที่เขาอ่านแล้วรู้สึกงงหรือหาข้อสรุปไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “Too Hard” หรือ “ยากเกินไป”

ในประสบการณ์ของเขา บัฟเฟตต์ บอกว่าหุ้นที่ดีหรือที่อยู่ในถาด “In” มีน้อยมาก หุ้นที่ไม่คุ้มค่าที่อยู่ในถาด “Out” นั้นมีมากพอสมควร แต่หุ้นที่อยู่ในถาด “Too Hard” นั้นมีเต็มไปหมดจนล้นถาด และนี่คือความเห็นของเซียนหุ้นมือหนึ่งของโลกที่อยู่กับการลงทุนมาตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นการบอกให้นักลงทุนรู้ว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่เราพบเจอนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นธุรกิจหรือเป็นหุ้นที่ “ยากเกินไป” สำหรับเรา ความรู้ของเรานั้นมีจำกัดอยู่ใน “วง” วงหนึ่ง ที่บัฟเฟตต์ เรียกว่า “Circle of Competence” เมื่อไรที่เราออกนอกวงนี้ เราก็มักจะวิเคราะห์ผิดพลาด วิธีที่ดีก็คือ พยายามหาหุ้นที่เราสามารถเข้าใจได้ง่ายพอที่จะให้ความเห็นได้ถูกต้องว่ามันเป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี ส่วนหุ้นที่เราไม่เข้าใจก็อย่าเข้าไปยุ่ง อย่าพยายามนึกว่าเรารู้

::::::::::::::::::

ผมเองยอมรับว่าเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญค่อนข้างจำกัด และไม่ค่อยจะมีความสามารถในการมองหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องที่สลับซับซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ สินค้า หรือธุรกิจไฮเทค ในเรื่องที่เป็นนามธรรม ผมเองก็ค่อนข้างอ่อนในการที่จะคาดการณ์สภาวะในอนาคต ไล่ตั้งแต่เรื่องของวงจรความรุ่งเรื่องและตกต่ำของธุรกิจวัฏจักรทั้งหลายไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาผมดูวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก ข้อสรุปหรือคำตอบของผมจึงมักออกมาว่ามัน “Too Hard” จนตอนหลังๆ ผมแทบจะไม่อยากวิเคราะห์เลย ถ้าดูแล้วธุรกิจของบริษัทเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจหรือคาดการณ์ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของกองทุนรวมที่ต้องหาหุ้นลงทุนอย่างน้อยหลายสิบตัว ส่วนตัวผมเองนั้นต้องการหุ้นเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น ดังนั้นผมจึงยังสามารถที่จะหาหุ้นลงทุนที่ดีได้ แม้ว่าในหลายๆ ครั้งจะ “เสียโอกาส” ที่ไม่ได้เก็บหุ้นที่ถูกมากและได้ผลตอบแทนมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วเพียงเพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าผมรู้ดีพอ แต่ผมก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า “เสียดายดีกว่าเสียใจ”

สำหรับ Value Investor ที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมี “ถาด 3 ใบ” อยู่บนโต๊ะหรืออย่างน้อยในสมองสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่เขาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาลงทุน สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ เขาจะต้องประเมินอย่างเป็นกลางและจริงใจต่อตนเองมากที่สุดว่าเขามีความรอบรู้แค่ไหน กิจการที่เขากำลังวิเคราะห์อยู่นั้น อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความรอบรู้” ของเขาหรือไม่ อย่าคิดว่าเรารู้ ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ เราไม่รู้ เพราะนั่นจะทำให้เราสรุปผิด นอกจากนั้น เราจะต้องตระหนักด้วยว่ามีสิ่งต่างๆ จำนวนมากในโลกนี้ที่เป็นเรื่องที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้หรือมีคนที่สามารถคาดได้น้อยมาก ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยว่าเรารู้หรือเราไม่รู้ ผมแนะนำว่า เราเอาหุ้นตัวนั้นไปใส่ไว้ในถาด “Too Hard” จะปลอดภัยกว่า

Value Investor หลายคน แทนที่จะวิเคราะห์และสรุปการประเมินเอง กลับใช้วิธีลอกการบ้านคนอื่นโดยเฉพาะที่คิดว่าเป็นคนเก่งเป็นเซียนและเคยมีผลงานประทับใจให้เห็นมาแล้ว แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญก็คือ “ต้นฉบับ” นั้นมักจะซื้อหุ้นลงทุนไปก่อนแล้วในราคาที่ต่ำกว่าก่อนที่จะปล่อยต้นฉบับมาให้คนลอก ดังนั้น โอกาสที่คนลอกจะซื้อหุ้นดีในราคาที่สูงเกินไปก็มีอยู่ไม่น้อย ในอีกด้านหนึ่ง คนเก่งหรือเซียนเองก็มีโอกาสผิดพลาดได้ และเซียนนั้น เมื่อผิดพลาดแล้วก็จะรู้วิธีแก้และแก้ไขได้เร็วกว่า ในขณะที่คนตามนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว การลอกการบ้านคนอื่นโดยไม่ได้คิดเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ

การมีถาด 3 ใบ ในใจนั้น ในทางปฏบัติเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เหตุผลก็คือ นักลงทุนมักอ่อนไหว ไปตามราคาหุ้น ที่ขึ้นลงหวือหวาบนกระดาน เวลาวิเคราะห์หุ้นเรามักจะมองราคาหุ้นไปด้วย และเมื่อราคาหุ้นกับสิ่งที่เราวิเคราะห์สอดคล้องกัน “อย่างชัดเจน” เราก็อาจจะด่วนสรุปว่าเรารู้ เราวิเคราะห์ถูก ทั้งที่มันไม่ใช่และมันเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ดังนั้น เวลาวิเคราห์และลงความเห็นว่าหุ้นตัวนั้นควรจะอยู่บนถาดไหน ผมจะแนะนำว่า เราควรปิดจอดูหุ้นไว้ก่อน อย่าให้ราคาหุ้นที่ขึ้นลงทุกนาทีมาตัดสิน “การลงทุน 5 ปี” ของเรา

::::::::::::::::::

เรื่องโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มา : หนังสือก้าวเล็กๆ ในตลาดหุ้น ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

🤔🤔เทคนิคเอาตัวรอดจากตลาดผันผวน🤔🤔เมื่อไรก็ตามที่ใครๆ พูดถึงแต่เรื่องการลงทุนในหุ้น หรือสภากาแฟยามเช้าสนทนาเกี่ยวกับหุ้น น...
09/09/2017

🤔🤔เทคนิคเอาตัวรอดจากตลาดผันผวน🤔🤔

เมื่อไรก็ตามที่ใครๆ พูดถึงแต่เรื่องการลงทุนในหุ้น หรือสภากาแฟยามเช้าสนทนาเกี่ยวกับหุ้น นั่นหมายถึงว่าเราควรเพิ่มความระมัดระวังกับการลงทุน ถึงแม้ว่าภาพรวมตลาดหุ้นยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้น หรือแม้ว่าจะมีแต่ข่าวดี แต่เนื่องจากทุกคนถือหุ้นกันหมดแล้ว ดังนั้น ตลาดจึงอาจจะขยับขึ้นได้เพียงเล็กน้อย และอาจจะเกิดการเก็งกำไรเพิ่มมากขึ้น

หากบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นแบบนี้ John J. Riley, AIF® Chief Investment Strategist & Registered Research Analyst ของ Cornerstone Investment Service กล่าวว่าตลาดมีโอกาสปรับลดลง และสมมติว่าหากตลาดผันผวนและดัชนีหุ้นปรับลดลง นักลงทุนจะต้องวางกลยุทธ์ก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

“สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้ ก็คือ ความผันผวนของตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งสัญญาณที่จะบอกเราได้ก็คือ ราคาหุ้นเข้าสู่ระดับแพงเกินไป หรือการซื้อขายเป็นไปในลักษณะเก็งกำไรมากจนเกินไป หรืออัตราดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขึ้น เป็นต้น” John บอก

ถึงแม้สัญญาณดังกล่าวอาจไม่ถึงขั้นทำให้ตลาดหุ้นซบเซาหรือเป็นสัญญาณภาวะหมี แต่หากเราเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ โดยที่ผ่านมาเขาสังเกตว่านักลงทุนแต่ละคนมีเทคนิคที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. ขายหุ้นออกทั้งหมด แล้วถือเงินสด 100%
John บอกว่ากลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมีความหวาดกลัวและตื่นตระหนกกับตลาดหุ้นอย่างมาก หมายความว่า หากรู้สึกว่ามีสัญญาณเชิงลบก็จะขายหุ้นที่อยู่ในพอร์ตทั้งหมดทันที ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ คือ ไม่สูญเสียเงินลงทุน แต่ข้อเสียจะเกิดเมื่อตอนกลับเข้ามาในตลาด เพราะคำว่าความหวาดกลัวและตื่นตระหนกจะติดตัวไป ผลลัพธ์คือ อาจจะทำให้จังหวะตัดสินใจลงทุนผิดพลาด

“การตัดสินใจเข้าหรือออกจากตลาดควรอยู่บนพื้นฐานคำว่า Fundamental อย่าให้อารมณ์ครอบงำ” John แนะนำ

2. ขายหุ้นบางตัว
ขายหุ้นบางตัวเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด โดยขายหุ้นที่ราคาตลาดของหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ประเมินได้ (Overvalue) ออกไป เนื่องจากราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) เพราะหากตลาดปรับลดลงหรือซบเซา หุ้นราคาแพงๆ จะมีโอกาสปรับลดลงค่อนข้างแรง

John กล่าวว่า ข้อดีคือนักลงทุนจะมีเงินสด และถ้าตลาดฟื้นตัวก็จะมีเงินเข้าไปซื้อหุ้นที่ดีในราคาถูก และถือเป็นการป้องกันและปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนข้อเสียสำหรับการมีเงินสดอยู่ในมือ กรณีที่ตลาดหุ้นซบเซานานเป็นปีๆ คือ ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไร

3. ปรับพอร์ตด้วยการป้องกันความเสี่ยง
ถ้าเชื่อว่า “ในวิกฤติย่อมมีโอกาส” ในช่วงตลาดหุ้นผันผวนหรือมีแนวโน้มเป็นขาลง อาจจะปรับพอร์ตลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า Portfolio Hedge ไม่ว่าจะเป็น SET50 Futures และ Single Stock Futures หรือลงทุนผ่าน ETFs

John บอกว่าถ้านักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำจะช่วยชดเชยหรือทำให้พอร์ตไม่ขาดทุน แต่อันตรายจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีความเข้าอกเข้าใจหรือวางกลยุทธ์แบบผิดๆ ถูกๆ

4. ตัดขาดทุน
ตัดขาดทุน (Stop Loss) อาจจะเป็นคำตอบที่ดีในภาวะตลาดเป็นขาลง เพราะถ้าไม่ขายวันนี้อาจจะไม่เหลืออะไรเลย และต้องถือหุ้นต่อไปเป็นระยะเวลานาน (ติดดอย) เพื่อรอจังหวะขายเมื่อตลาดปรับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น การมีวินัยที่ดี ก็คือ ทุกครั้งที่ลงทุนจะต้องกำหนดแผนการ Stop Loss เอาไว้เสมอ เช่น ซื้อหุ้นราคา 10 บาท หากราคาปรับลดลงเป็น 7 บาท จะทำการขายออกทันที เป็นต้น

5. สวนกระแส
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian Investment จะใช้ได้ดีในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมากๆ เพราะแสดงว่านักลงทุนกำลังกลัวจึงเริ่มขายหุ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่นิยมซื้อหุ้นในช่วงที่คนอื่นพากันกลัว เพราะจะได้ราคาถูก ซึ่งเรียกว่ากลยุทธ์แบบ Contrarian Investment

“หากใช้ Contrarian Investment อย่างมีวินัยและแม่นยำ จะได้หุ้นที่ดีและราคาดีด้วย แต่กลยุทธ์นี้จะมีอันตรายกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์น้อย จิตใจไม่นิ่งพอ และมีความอดทนน้อย หรือใช้กลยุทธ์นี้บ่อยจนเกินไป” John กล่าว

หากนักลงทุนเข้าใจสัจธรรมของตลาดหุ้นว่า “มีขึ้น ย่อมมีลง” จะทำให้สามารถวางกลยุทธ์ได้ถูกต้องกับสถานการณ์ นั่นหมายถึง การมีวินัยเคร่งครัด และผลลัพธ์ที่ตาม ก็คือ ความสำเร็จจากการลงทุน

ขอบคุณเครดิต
ฐิติเมธ โภคชัย
ผู้ช่วยผู้บริหารงาน ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

------ คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ---        เชื่อหรือไม่... คุณเองก็สามารถเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนไ...
09/09/2017

------ คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ---

เชื่อหรือไม่... คุณเองก็สามารถเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ
ในการลงทุนได้ เพียงคุณเชื่อมั่น รู้จักสร้างนิสัยการลงทุนที่ดี
ทุ่มเท ใส่ใจ ใฝ่รู้ ค่อยๆ ค้นหา และพัฒนาจนมีสไตล์การลงทุน
เป็นของตนเองที่ไม่เหมือนใคร โอกาสประสบความสำเร็จ
และสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ลองมาดู คุณสมบัติ 8 ประการ สู่ความสำเร็จ
ซึ่งนักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” มีเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันดีกว่า...

1 มีความรอบรู้ (Breadth)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะมีความ กระตือรือร้น สนใจเรื่องราว ต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนโดยตรงแล้ว ยังต้องให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ ด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ โลกการลงทุนในปัจจุบันมีความ เชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งตัวอย่างเช่น วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทย ปี 2540 ที่ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น

2 ช่างสังเกต (Observation)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะสวมวิญญาณนักสืบ
กลายเป็นคนที่ ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด
รวมทั้ง ต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญของหุ้นต่างๆ ได้
ยิ่งจดจำ รายละเอียดได้มากเท่าใด ก็จะยิ่งมีความสามารถ
ในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบ
ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่า
คนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

3 ไม่มีอคติ (Objectivity)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะ มีความคิดที่เป็นอิสระ
และ ไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำ
โดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาด
เหล่านี้มักจะ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็น
พฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า

4 รักษาวินัย (Discipline)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะ มีความอดทนอดกลั้น
รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้น
มาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” คว้าให้อยู่หมัด
เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก

5 มีความลึก (Depth)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะ มีสมาธิแน่วแน่อยู่ที่
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และสามารถ คิดได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น
George Soros จะไม่ยอมให้ใครเข้ามารบกวนเวลาที่เขา
ทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
เพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ
เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูล
และวิเคราะห์ผลกระทบให้ฟัง จนกว่าเขาจะได้จัดการกับ
การลงทุนของเขา ให้เรียบร้อยเสียก่อน

6 มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะ เห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ
เช่น ภาวะเศรษฐกิจไทยและภาวะเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมไปถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น
อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย
มิฉะนั้นจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้น
หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
เพื่อลดทอนความเสียหาย

7 มีความรักในสิ่งที่ทำ (Passion)
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะ รักอาชีพการลงทุน
มีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่รัก มากกว่าคิดเรื่องของ
ผลตอบแทน เหมือนอย่าง Warren Buffet ที่มักจะพูดกับ
ตัวเองว่า... Enjoy the process rather than
the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล”
มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”

8 มีความยืดหยุ่น (Flexibility)
นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะ เปิดใจพร้อมยอมรับ
ข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
กล้ายอมรับความจริง หากพบว่ามีการตัดสินใจ
ผิดพลาดก็ยอม “ตัดขาดทุน” (Cut Losses) เสียแต่เนิ่นๆ
แต่หากตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็จะปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน”
(Run Profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไป

ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่คล้ายกัน
หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินในอนาคต
ก็ลองนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเองดู
ใครจะรู้... คุณอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็เป็นได้

ขอบคุณเครดิต # set.or.th นะคะ

หลายคนมีฝันอยากจะรวย 💸💸 อยากมีอิสรภาพทางการเงิน คาดหวังการลงทุนกับหุ้นเพื่อที่จะรวย ไม่ว่าจะเรียนมากี่ที่ หมดเงินไปก็เยอ...
09/09/2017

หลายคนมีฝันอยากจะรวย 💸💸 อยากมีอิสรภาพทางการเงิน คาดหวังการลงทุนกับหุ้นเพื่อที่จะรวย ไม่ว่าจะเรียนมากี่ที่ หมดเงินไปก็เยอะ แต่ทำไมเรายังซื้อหุ้นไม่เป็น เข้าไม่ถูกจังหวะ ดอย ติดหุ้น พอร์ตแดง เสียอารมณ์ เสียความรู้สึก
✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨
ทำยังไงเราถึงจะมีความสุขเกี่ยวกับการลงทุน

!!!!!เรากล้าท้าพิสูจน์!!!!!

💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰💰
คุณจะมีความสุขกับการลงทุน เข้าซื้อเป็น ขายถูกจังหวะ มีคนคอยบอกอย่างใกล้ชิด คุณจะยิ้มไปกับมัน
สนุกกับการเล่นหุ้น
🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟
สนใจร่วมมาเป็นครอบครัวนักลงทุนกับเรา แล้วคุณจะก้าวไปด้วยกันอย่างอุ่นใจ

สอบถามได้หลายช่องทางนะคะ inbox มาได้เลยค่ะ หรือ
@ LINE : นะคะ

ที่อยู่

Saraburi
18000

เบอร์โทรศัพท์

083-3893286

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Investor Richผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์