M O O D น้องสาวฟิท รัดแน่น หอมดี ส่งฟรีทั่วโลก

M O O D น้องสาวฟิท รัดแน่น หอมดี ส่งฟรีทั่วโลก Mood 1 เม็ด 7 วันฟิต ปลอดกลิ่น ตอดดี สาติดใจ

❌เลิกขมิบ กลับมาฟิตด้วย  #เม็ดนี้ฟิต Mood สาวไทยในยุโรป🇸🇪🇳🇴🇩🇪🇫🇮จัดหนัก ซื้อตุนกลัวของหมด 12 แถุม 24 ส่งฟรีถึงบ้าน 3-5 วั...
05/06/2024

❌เลิกขมิบ กลับมาฟิตด้วย #เม็ดนี้ฟิต Mood สาวไทยในยุโรป🇸🇪🇳🇴🇩🇪🇫🇮
จัดหนัก ซื้อตุนกลัวของหมด 12 แถุม 24 ส่งฟรีถึงบ้าน
3-5 วันได้รับของ ลองแล้วเลิกไม่ได้ สามีติดใจหนักมากกกก

ทักด่วน ของแถมมีจำกัด 6.6 พิเศษ ราคาพิเศษ ส่งฟรีจ้าา
วันละ 1 เม็กก่อนนอน จบทุกปัญหา หลวม ลมออก กลิ่นปลาเค็ม
ตกขาวเต็มกางเกง วัยทอง น้องแห้ง แสบคัน ลืมไปเลยว่าเคยเป็น

พิมพ์ "สนใจ" ใต้โพสต์ รับโปร 12 แถม 24 ด่วนจำนวยจำกัด
รับโปรซื้อ 4 แถม 9 จำกัด 20 ท่านแรก

พิมพ์ " สนใจ " ใต้โพสนี้ ด่วนก่อนหมด
มีสินค้าพร้อมส่งฟรี เยอรมัน สวีเดน นอร์เวย์ถึงบ้าน

ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไปอยู่ที่ประมาณ 20-90 เปอร์เซ็นต์ ...
01/06/2024

ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไปอยู่ที่ประมาณ 20-90 เปอร์เซ็นต์ ภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ปีแรกของการมีประจำเดือน ในกรณีที่ไม่มีโรคร่วมอย่างอื่นอาการปวดมักดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังการมีบุตร

สาเหตุการปวดประจำเดือน
สาเหตุของการปวดประจำเดือน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
* ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ เกิดจากสาร prostaglandin ที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง
* ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ เกิดได้จากหลายโรค ได้แก่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก การใส่ห่วงอนามัย การมีพังผืดในช่องท้อง เป็นต้น

อาการปวดประจำเดือนที่แตกต่างกันในแต่ละสาเหตุ
ในการนรีเวชแบ่งอาการปวดประจำเดือนเป็น 2 กลุ่ม ตามสาเหตุของอาการปวดประจำเดือน ดังนี้
1. ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea)
คือ การปวดประจำเดือนที่ไม่มีโรคหรือพยาธิสภาพใดๆ อาการปวดนี้เกิดจากสาร Prostaglandin เป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างการมีประจำเดือน สารดังกล่าวเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว ทำให้มีอาการปวดท้องน้อย และลดปริมาณเลือดมาเลี้ยงมดลูก และระดับออกซิเจนมายังมดลูก เหมือนอาการเจ็บครรภ์คลอด โดยสารดังกล่าวอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลวในบางราย โดยทั่วไปอาการที่เป็นลักษณะจำเพาะของการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ มีดังนั้น
* เริ่มปวดตั้งแต่หลังมีประจำเดือนใหม่ๆ (less than 6 month after menache)
* ระยะเวลาของอาการจะเกิดภายใน 48-72 ชั่วโมงของการมีประจำเดือน
* อาการปวดบีบหรือปวดคล้ายอาการเจ็บครรภ์คลอด
* อาการปวดมักเริ่มจากบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจมีร้าวไปหลัง หรือต้นขาได้
* ตรวจภายในไม่พบความผิดปกติ
* อาจพบร่วมกับอาการอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าได้

2. ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea)
คือ อาการปวดประจำเดือนที่มีพยาธิสภาพ หรือโรคอื่นอันเป็นสาเหตุของการปวด โดยมักมีอาการปวดที่รุนแรง หรือเรื้อรังมากกว่าปวดประจำเดือนปฐมภูมิ ดังนี้
* อาการปวดเริ่มในช่วงอายุ 20-30 ปี โดยไม่มีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนหรือปวดน้อยกว่า
* อาการปวดรุนแรงมากขึ้น มีผลต่อการทำงาน ปวดมากจนในบางรายจำเป็นต้องได้รับยาฉีดแก้ปวด
* มีประจำเดือนมามากหรือมาผิดปกติร่วมด้วย
* มีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน หรือตรวจร่างกายพบความผิดปกติ
* ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด
* มีภาวะมีบุตรยาก
* ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
* มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด

ปวดประจำเดือนรุนแรงหรือเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง ?
โดยทั่วไปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิอาการมักไม่รุนแรง ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเป็นอาการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ซึ่งสาเหตุการเกิดได้แก่
1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
เป็นโรคหรือภาวะที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นหรือบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ภายในโพรงมดลูก โดยเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายตามรอบประจำเดือนเหมือนเซลล์ที่อยู่ในโพรงมดลูกที่จะมีประจำเดือนออกมาทุกรอบเดือน ดังนั้น หากมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่รังไข่ หรือเยื่อบุช่องท้องน้อย ก็จะทำให้มีเลือดคั่ง กลายเป็นถุงน้ำที่เรียกว่าถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst) หรือ มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะมีอาการปวด ระคายเคืองในท้องน้อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น และเซลล์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดพังผืดในช่องท้องได้ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดท้องน้อยขณะตรวจภายใน และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในอนาคตด้วย
ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตเข้ากล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Adenomyosis ยังทำให้เกิดมดลูกโต ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อยมากขณะมีประจำเดือน บางรายมีอาการท้องโตขึ้นหรือบวมมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีเลือดออกในกล้ามเนื้อมดลูก
2. เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous myoma)
เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของมดลูกที่พบได้บ่อย จากการรายงานผลทางพยาธิวิทยาพบเนื้องอกในมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมากถึง ร้อยละ 80 แต่สำหรับเนื้องอกที่ก่อให้เกิดอาการพบประมาณ 12-25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น โดยเนื้องอกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูกพบได้ร้อยละ 5-10 ของโรคนี้
เนื้องอกชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น
3. ห่วงอนามัย
เนื่องจากห่วงอนามัยจำเป็นต้องใส่ไว้ภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้เกิดพังผืดในมดลูกได้ด้วย
4. การมีพังผืดในช่องท้อง
พังผืดนี้อาจเกิดจากผลของการผ่าตัดคลอด หรือประวัติการผ่าตัดเข้าช่องท้องมาก่อน หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ก่อให้เกิดพังผืดที่มีการดึงรั้งมดลูก ขณะที่มดลูกบีบตัวในขณะมีประจำเดือน ก็ทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น หรือบางครั้งอาจปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนก็ได้
5. ปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis)
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

6. ความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ (Obstructive malformation of the ge***al tract)
โครงสร้างที่ผิดปกติอาจทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ได้ ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะเนื้องอกรังไข่ Ovarian neoplasm, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis), การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, Adrenal Insufficency and Adrenal Crisis, การติดเชื้ัอในทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, Irritable Bowel Syndrome), อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

วิธีแก้อาการปวดประจำเดือน ทำอย่างไรได้บ้าง ?
เมื่อปวดประจำเดือน มีวิธีการรักษาและดูแลผู้ป่วย 4 วิธี ดังนี้
1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-medical therapeutic options)
อาจเป็นการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอาการน้อย หรือใช้ควบคู่กับการใช้ยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ได้แก่
* การออกกำลังกาย เนื่องจากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายจะปรับปรุงเรื่องอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นจากอาการปวดประจำเดือนได้ ทำให้สามารถลดอาการที่เกี่ยวเนื่องกับประจำเดือนและลดอาการปวดได้
* การฝังเข็ม และการกระตุ้นเส้นประสาท (Transcutaneous electrical nerve stimultation)
* การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ
* ใช้การประคบร้อน

2. การรักษาด้วยยา (Medical therapeutic options)
การรักษาด้วยยาแบ่งเป็น ยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน และยากลุ่มฮอร์โมน

ยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน
* Acetaminophen, Tylenol
* NSAIDs, COX-2 inhibitors, Transdermal glyceryl trinitrate
โดยยากลุ่ม NSAIDs พบว่า ได้ผลในการรักษาค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหากทานยาทันทีที่มีประจำเดือน หรือเริ่มมีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับประจำเดือน และทานตามเวลาต่อเนื่อง 2-3 วัน แต่ยาชนิดนี้มีข้อห้ามใช้ในกรณีมีความผิดปกติของภาวะเลือดออก หรือผู้ป่วยหอบหืด ผู้ที่แพ้ยากลุ่มแอสไพริน ตับผิดปกติ โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ยากลุ่มฮอร์โมน
* Combined oral contraceptive (OC) เป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยยาจะกดการทำงานของรังไข่ ลดการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูก ลดปริมาณประจำเดือน และลดการหลั่งสาร prostaglandin ลดแรงบีบภายในมดลูก และลดการบีบตัวของมดลูกด้วย
* Progestin regimens โดยเฉพาะยาฉีดคุมกำเนิด Depot medroxyprogesterone acetate หลักการทำงานจะยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ ทำให้ไม่มีประจำเดือน พบได้ 55-60 เปอร์เซ็นต์ หลังการใช้ที่ 12 เดือน
* Levonorgestrel intrauterine system (LN-IUS) เป็นห่วงคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมน progestin โดยจะใส่ไว้ภายในโพรงมดลูก ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อและไม่ทำงาน การเสียเลือดประจำเดือนลดลง 74-97 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าหลังการใส่ 1 ปี 16-35 เปอร์เซ็นต์ไม่มีประจำเดือน ก็จะทำให้อาการปวดประจำเดือนดีขึ้น

3. การรักษาด้วยการผ่าตัด
มักเป็นทางเลือกสำหรับกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ปวดและฮอร์โมนไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีรายที่อาจสงสัยภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือพยาธิสภาพในช่องท้อง หรือมีโรคและเนื้องอกต่างๆ จากสถิติพบว่า ในรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาไม่ดีขึ้นและได้รับการผ่าตัดส่องกล้อง พบภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มากถึงร้อยละ 80 การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน ได้แก่
* การส่องกล้อง Laparoscopy เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรัง และสามารถตรวจหาพยาธิสภาพของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ดี และสามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องไปในคราวเดียวกันได้
* Uterine artery embolization ใช้รักษากรณีที่เป็นเนื้องอกมดลูก fibroid สามารถลดขนาดก้อน และลดปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงเนื้องอกได้ สำหรับกรณีที่ต้องการเก็บมดลูกไว้
* การตัดมดลูก เป็นทางเลือกการรักษาในกรณีที่มีพยาธิสภาพภายในมดลูก เช่น เนื้องอกมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้ากล้ามเนื้อมดลูก และเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว และการตัดมดลูกเป็นการรักษาที่ได้ผลยืนยาวเนื่องจากตัดตัวมดลูกออกไปก็จะไม่มีประจำเดือน แต่เก็บรังไข่ไว้สร้างฮอร์โมน ในกรณีที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
* การผ่าตัดเส้นประสาท Presacral Neurectomy เป็นการผ่าตัดเส้นประสาท presacral ที่มายังอวัยวะในอุ้งเชิงกรานโดยตรง พบว่าสามารถลดอาการปวดประจำเดือนได้ในบางราย แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนในเรื่อง ท้องผูก และการขับปัสสาวะได้ประมาณ 5%
* การจี้เส้นประสาทมดลูก Laparoscopic Uterosacral Nerve Ablation (LUNA) พบว่าได้ผลในบางราย หลังจากการติดตามผู้ป่วยพบว่ามีโอกาสการกลับเป็นซ้ำ 27%

4. การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานและแพทย์ทางเลือก (Complementary and Alternative medicine (CAM)
ที่มีรายงานการใช้รักษาภาวะ primary dysmenorrhea ได้แก่ การใช้กลุ่มวิตามิน สมุนไพรต่างๆ เช่น Vitamin E, Fish oil/Vitamin B12 combination, Magnesium, Vitamin B6, Toki-shakuyaku-san, Fish oil, Neptune Krill oil แต่การรายงานประสิทธิภาพจากงานวิจัยยังมีจำกัด

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ปวดประจำเดือน
อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ ดังนั้น สตรีที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
�ขอบคุณข้อมูลจาก�ศูนย์สุขภาพหญิง รพ. พยาไท 1
แพทย์ที่เกี่ยวข้อง
พญ. ศศิชา รัตนเมธาชาติ
สุขภาพหญิง
พญาไท 1

อาหารที่เหมาะกับวัยทอง กินอะไรดี เพื่อเพิ่มความสุขลดอารมณ์แปรปรวนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าเป็นค...
29/05/2024

อาหารที่เหมาะกับวัยทอง กินอะไรดี เพื่อเพิ่มความสุขลดอารมณ์แปรปรวน
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าเป็นความจริง แนะนำของกินสู้วัยทอง ควรรับประทานผลไม้สดหรืออบแห้ง ผักสด ถั่วต่าง ๆ ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข บรรเทาอาการแปรปรวนได้ด้วย
ผลไม้สดหรืออบแห้ง ผักสด ถั่วต่าง ๆ เหมาะกับผู้เป็นอาการวัยทอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง
การมีอายุมากขึ้นระบบเผาผลาญทำงานได้น้อยลง ควรเลือกรับประทานอาหาร ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองได้
- วัยทองจะมีระดับฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้อารมณ์แปรปรวน ควรรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ ปลาแซลมอน ไข่ กล้วย ดาร์กช็อกโกแลต เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้
- ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ทำให้มีไขมันสะสม เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคเบาหวาน
เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 40-50 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศลดลง ทั้งระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชาย และฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง
วัยทองจึงเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ในทั้ง 2 เพศ ระดับฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หลงลืมง่ายร่วมกับมีความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และอ้วนลงพุง
หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง ควรทานอาหารที่ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน
การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ การดื่มชา กาแฟ เป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
© สนับสนุนโดย ไทยนิวส์ออนไลน์

#วัยทอง #อารมณ์แปรปรวน #ตกขาว #มีกลิ่น #หลวม #ไม่ฟิต #อกหย่อนยาน #ปวดประจำเดือน #ฉี่เล็ด #ช่องคลอดแห้งแสบ #อาหารเสริมบำรุงภายในผู้หญิง #ปัญหาภายในผู้หญิง

17/05/2024

ทางทำกิน ขอเตือนเลย อาหาร 6 คู่นี้ไม่ควรกินคู่กัน เลี่ยงได้เลี่ยง อร่อยปากแต่ลำบากตัวเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายของเราได้ โดยทางโรงพยาบาลพรินซ์สุวรรณภูมิได้ออกมาเตือนถึงเรื่องนี้เอาไว้ "เลี่ยงได้เลี่ยง อาหารที่ไม่ควรกินคู่กัน" มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

อาหารที่ไม่ควรกินด้วยกัน เพราะอาจมีโทษต่อร่างกายได้
1. แอลกอฮอล์ + ทุเรียน = ร้อนในรุนแรง
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น เมื่อเจอกับทุเรียนซึ่งมีชัลเฟอร์สูง ยิ่งทำให้เกิดความร้อนรุนแรงขึ้นในกระเพาะ เป็นเหตุให้เกิดอาการช็อกได้
วิธีแก้หากกินคู่กัน : ให้รีบดื่มน้ำเย็นจำนวนมาก ๆ ถ้าอาเจียนออกมาได้ก็จะทุเลาลง (หากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบนำส่งแพทย์)

2. ของทอด + แตงโม = ท้องเสีย
ของทอดเป็นอาหารที่อมน้ำมันค่อนข้างมาก ส่วนแตงโมมีคุณสมบัติคือมีน้ำมาก ช่วยระบาย และทำให้ภายในตัวเย็น หากกินคู่กันจะทำให้ในกระเพาะมีทั้งน้ำมันและน้ำในปริมาณมาก รวมทั้งเส้นใยที่ช่วยระบาย ทำให้ท้องเสียได้ง่าย
3.เนื้อหมู + ไอศกรีม = ย่อยและดูดซึมยาก
เนื้อหมูเป็นโปรตีนที่ย่อยได้ยาก ใช้เวลานาน เมื่อกินร่วมกับของเย็น ๆ เช่น ไอศกรีม จะทำให้กระเพาะเย็นและทำงานได้ด้อยลง การกินอาหารสองอย่างนี้พร้อมๆกัน จึงทำให้กระเพาะต้องทำงานหนักขึ้น สร้างภาระให้กับระบบย่อยอาหาร

4.มะเขือเทศ + แตงกวา = วิตามินซีถูกทำลาย
เอนไชม์ asbinase ในแตงกวา จะไปทำลายวิตามินซีของมะเขือเทศ ทำให้ได้รับสารอาหารได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งผักสองชนิดนี้ ยังมีคุณสมบัติทำให้ภายในร่างกายเย็นลง ช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็นจึงควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น (ในสลัดผัก มักมีผักสองชนิดนี้)

5.ไข่ต้ม + เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน = ร่างกายได้รับธาตุเหล็กน้อยลง
คาเฟอีนจะจับตัวกับสารซัลฟอร์ในไข่ต้ม ซึ่งขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก หากต้องการกินร่วมกับไข่ ควรกินในรูปแบบไข่ดาวจะดีกว่า

6.น้ำผึ้ง + น้ำร้อน = สูญเสียวิตามิน
ไม่ควรชงน้ำผึ้งด้วยน้ำร้อน เพราะความร้อนสามารถทำลายวิตามินที่มีในน้ำผึ่งได้ โดยอาจไม่ได้ทำลายจนหมด แต่หากชงด้วยวิธีอื่นก็จะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น

วันนี้ไปทำงานอย่าลืมนะคะ
16/10/2023

วันนี้ไปทำงานอย่าลืมนะคะ

อยู่ในใจเสมอ🙏
13/10/2023

อยู่ในใจเสมอ🙏

อนุมูลอิสระ อันตรายอย่างไร? รู้จักและเรียนรู้วิธีป้องกัน   อนุมูลอิสระ (Free Radical) เป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่สามารถทำปฏิ...
12/10/2023

อนุมูลอิสระ อันตรายอย่างไร? รู้จักและเรียนรู้วิธีป้องกัน

อนุมูลอิสระ (Free Radical) เป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่สามารถทำปฏิกิริยากับอะตอมอื่น ๆ ในร่างกายหรือเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว สารอนุมูลอิสระนี้จะถูกสร้างขึ้นในร่างกายโดยธรรมชาติและยังมีหน้าที่สำคัญในหลาย ๆ กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ทว่าหากสารอนุมูลอิสระนี้มีความเข้มข้นสูงขึ้นก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและสร้างความเสียหายต่อส่วนประกอบของเซลล์ ดีเอ็นเอ โปรตีน รวมถึงเยื่อหุ้มเซลล์ โดยอาจพัฒนาให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เบาหวาน ต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

อนุมูลอิสระเกิดจากอะไร ?

อนุมูลอิสระในร่างกายอาจเกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงาน การปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหาร หรือการออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจัยจากภายนอกก็เป็นอีกสาเหตุ ร่างกายอาจได้รับสารที่ประกอบด้วยอนุมูลอิสระจำนวนมากหรือสารดังกล่าวอาจไปกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกายผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้นก็ได้ เช่น

การเผชิญรังสีต่าง ๆ เช่น รังสียูวี รังสีเอกซเรย์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง
- การสูดดมควันบุหรี่
- มลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะหนัก
- การรับประทานอาหารที่ปิ้งหรือย่างจนไหม้เกรียม
- สารเคมีจากอุตสาหกรรม
- ก๊าซโอโซนที่ถูกนำมาใช้ทางอุตสาหกรรมและเครื่องใช้ในบ้าน
- ยารักษาโรคบางชนิด
- ยาฆ่าแมลง
เป็นปัจจัยหนึ่งของปัญหาสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุมาก

การป้องกันสารอนุมูลอิสระ

สามารถลดปริมาณสารอนุมูลอิสระในร่างกายได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ จากภายนอกดังต่อไปนี้

หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด ตลอดจนมลพิษทางสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ยาฆ่าแมลง
ไม่สูบบุหรี่และเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น
เลี่ยงอาหารที่ปรุงโดยวิธีปิ้ง ย่าง หรือเผาจนไหม้เกรียม
เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระช่วยได้อย่างไร ?

สารต้านอนุมูลอิสระคือสารที่จะมาทำปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องหรือยับยั้งความเสียหายของเซลล์ที่เกิดขึ้นจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งร่างกายของคนเราสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระขึ้นมาได้จำนวนหนึ่งอยู่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยสารต้านอนุมูลอิสระจากนอกร่างกายอย่างการรับประทานอาหารด้วยจึงจะเพียงพอ

แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ

สารอาหารที่เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีดังนี้

เบตาแคโรทีน (Beta-carotene) และวิตามินเอ พบมากในผัก ผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก มะเขือเทศ ผักคะน้า ผักตำลึง
ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) อาหารที่พบได้ เช่น ผักคะน้า ผักปวยเล้ง บร็อคโคลี่ ข้าวโพด ถั่วลันเตา
ไลโคปีน (Lycopene) พบในผักผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ แตงโม แอปริคอต
ซีลีเนียม (Selenium) พบได้ในอาหาร เช่น เนื้อแดง ทูน่า ตับ ไข่ ผักโขม
วิตามินซี พบมากในผลไม้จำพวกฝรั่ง และส้ม
วิตามินอี พบได้ในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ถั่ว เมล็ดพันธุ์ ผักใบเขียว ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน
สารต้านอนุมูลอิสระปลอดภัยหรือไม่ ?

ส่วนประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอาหารเสริมนั้น ผลจากการวิจัยส่วนใหญ่พบว่าอาจไม่มีส่วนช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และต้อกระจกแต่อย่างใด โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีการคาดเดาถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลาย เช่น ประโยชน์ที่ได้รับจากผักผลไม้หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงนั้นอาจมีที่มาจากสารชนิดอื่น ๆ เช่น ไฟเบอร์ หรือเป็นไปได้ที่การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากจากอาหารเสริมจะให้ผลแตกต่างจากการได้รับจากอาหารธรรมชาติทั่วไปในปริมาณน้อย ๆ รวมถึงระยะเวลาในการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอาหารเสริมที่อาจไม่ยาวนานพอจนเห็นผล

นอกจากนี้การรับประทานอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงยังต้องควรระมัดระวัง รับประทานไม่เกินปริมาณทีกำหนด ควรอยุ่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
https://www.pobpad.com/

*หมอช้าง ทศพร * เปิดความหมาย กินเจ 10 วัน มีความหมายอย่างไร? เรียกว่าเป็นประเพณีประจำปีของคนไทยเชื้อสายจีน ที่ปฏิบัติสืบ...
11/10/2023

*หมอช้าง ทศพร * เปิดความหมาย กินเจ 10 วัน มีความหมายอย่างไร? เรียกว่าเป็นประเพณีประจำปีของคนไทยเชื้อสายจีน ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ละเว้นการกินเนื้อสัตว์และถือศีลบำเพ็ญบุญ

หมอช้างเผย การปฏิบัติตัวในเทศกาลกินเจในปีนี้ เริ่มจากวันที่ 14 ตุลาคม (เริ่มล้างท้องก่อน) การถือศีลกินเจ เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดและบริสุทธิ์ เรียกว่ามีหลายช่วงเวลาในเทศกาลไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีช่วงเวลาของตนเอง ประวัติความเป็นมาเกิดขึ้นจากผู้นำทั้งหลายที่บวงสรวง ขอพร และในการอธิษฐาน มีความเชื่อว่าพลังจะแรงและจะเป็นจริงได้ง่าย หากเราปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดในเรื่องของศีล 5 หลังจากกินเจ ครบตามจำนวนวันที่เราปฏิบัติแล้ว หลังจากนั้นให้หาโอกาสไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่ครบสิบวัน เพื่อไม่ให้เราได้รับผลกระทบด้านร้ายนั่นเอง

กินเจ 9 วัน 9 ความหมาย
กินเจวันที่ 1 หมายถึง การเริ่มต้นสิ่งใหม่
กินเจวันที่ 2 หมายถึง สุขภาพ
กินเจวันที่ 3 หมายถึง จะให้ผลการเป็นที่รักได้รับความเมตตา
กินเจวันที่ 4 หมายถึง สติปัญญา ก้าวหน้าในเรื่องของการศึกษา
กินเจวันที่ 5 หมายถึง ความมั่นคงในชีวิต
กินเจวันที่ 6 หมายถึง การงานก้าวหน้า เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
กินเจวันที่ 7 หมายถึง การมีชัย ชนะศัตรูคู่แข่ง
กินเจวันที่ 8 หมายถึง โชคลาภเงินทอง
กินเจวันที่ 9 หมายถึง ชื่อเสียง ความสำเร็จ สมปรารถนา

นอกจากนี้พลังทั้ง 9 วันนั้น จะมีพลังที่แอบแฝงซ่อนเร้นแตกต่างกัน
พลังและอานิสงส์ทั้ง 9 ด้านจะส่งให้คุณมีความสุข

💛💛สู้ๆ นะคะทุกคน แล้วจะโชคดี💛💛
09/10/2023

💛💛สู้ๆ นะคะทุกคน แล้วจะโชคดี💛💛

ท้องอืดเกิดจากกอะไร แก้ยังไงมาดูกันคะอาการท้องอืด เกิดจากมีแก๊สในระบบทางเดินอาหารมากเกินไป จนทำให้รู้สึกแน่นท้อง ท้องป่อ...
08/10/2023

ท้องอืดเกิดจากกอะไร แก้ยังไงมาดูกันคะ
อาการท้องอืด เกิดจากมีแก๊สในระบบทางเดินอาหารมากเกินไป จนทำให้รู้สึกแน่นท้อง ท้องป่อง ลมในท้องเยอะ มักมีอาการบริเวณกลางท้องด้านบนระหว่างใต้ลิ้นปี่ พฤติกรรมที่ทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อมีอะไรบ้าง
ทานอาหารมากและเร็วเกินไป
ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอนหลังรับประทานอาหาร
เคี้ยวหมากฝรั่ง
สูบบุหรี่

อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ มาด้วย เช่น กรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก สำไส้แปรปรวน ฯลฯ ทำให้กวนใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้

อาการแน่นท้อง
วิธีแก้ท้องอืดด้วยตัวเองเบื้องต้น ให้บรรเทาอาการลงได้
1. ไม่กินแล้วนอนทันที
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ไม่ควรนอนทันที ควรขยับร่างกายให้มีการเคลื่อนไหว พฤติกรรมนี้นอกจากจะทำให้แน่นท้อง ท้องอืดแล้ว ยังเป็นสาหตุให้เกิดอาการกรดไหลย้อนอีกด้วย

2. เคี้ยวอาหารให้ช้าลง
ควปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารหรือเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนของอากาศได้ ทำให้ไม่เกิดอาการลมในท้องเยอะ ท้องจึงอืด

3. ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย
การใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจะทำให้ไปเพิ่มความดันของช่องท้อง ยิ่งทำให้ท้องอืด หากวันไหนที่ต้องออกไปชาบู หมูกระทะ หรืออาหารมื้อหนักต้องเลือกกางเกงหรือกระโปรงที่หลวมหน่อย

4. หลีกเลี่ยงการดื่มนม
การดื่มนมก็เป็นสาเหตุให้ท้องอืดได้ เพราะไม่มีน้ำย่อยไปย่อยนม หากอยากดื่มจริง ๆ ควรเลือกนมแลคโตสฟรีแทนจะดีกว่า ดื่มทีละน้อยให้ทางเดินอาหารได้ปรับตัว

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแก๊สเยอะ
ในผักบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี หัวหอม หากกินมากไปจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่อยากท้องอืด

ดื่มน้ำขิง
6. ทานอาหารแก้ท้องอืด
อาหารแก้ท้องอืด แก้อาการอาหารไม่ย่อย มีอะไรบ้าง

น้ำมะนาว : กรดมะนาวจะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น
มะละกอสุก : ในมะละกอมีน้ำย่อยที่ช่วยย่อยอาหารและโปรตีน บรรเทาอาการแน่นท้องได้
น้ำขิง : ให้กินขิงสดหรือดื่มน้ำขิงก่อนนอนจะช่วยบรรเทาอาการท้องอืด
สับปะรด : สับปะรดมีน้ำย่อยที่ช่วยย่อยโปรตีนและล้างไขมันที่เกาะอยู่ในลำไส้ได้

7. นวดแก้ท้องอืด
การนวดสามารถบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ โดยการนวดคลึงเบา ๆ บริเวณท้องวันละ 3-5 นาที นอกจากจะบรรเทาอาการแล้วยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย ใครที่ลมในท้องเยอะ ไม่หายซักที ต้องมาลองวิธีนี้ดู

8. ลดปริมาณอาหารลงในแต่ละมื้อ
การทานอาหารในแต่ละมื้อที่มากเกินไป ก็ทำให้เกิดท้องอืดอาหารไม่ย่อยได้ ควรลดปริมาณอาหารลง

9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
เพราะในหมากฝรั่งมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น ไซลิทอลและซอร์บิทอล ที่มีน้ำตาลฟรุตโตส เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืด

10. เลือกกินยาแก้ท้องอืดให้ถูกต้อง
อีกวิธีแก้ท้องอืดที่หลาย ๆ คนเลือก คือการกินยาแก้ท้องอืด แต่ควรเลือกกินให้ถูกชนิด เช่น ยาขับลม ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุน้ำขาว ยาลดกรด เป็นต้น

ท้องอืดแค่ไหนถึงควรไปพบแพทย์
ปกติแล้วอาการท้องอืด ลมในท้องเยอะจะไม่เป็นอันตรายและสามารถหายได้ด้วยตัวเอง แต่หากคุณสังเกตตัวเองว่ามีอาการท้องอืดเป็นเวลานานพร้อมกับมีอการเหล่านี้ร่วมด้วยควรไปพบแพทย์โดยด่วน

มีไข้สูง
ท้องเสีย
อาเจียน
แสบร้อนกลางอก
อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระสีเข้มมาก
น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ปวดท้องอย่างรุนแรงหรือเป็นระยะเวลานานติดต่อกันควรรีบไปพบแพทย์

วิธีกดจุดไล่ลมในท้อง ใครลมในท้องเยอะ ต้องลอง!
ตามตำราแพทย์แผนจีน มีวิธีนวดกดจุดแก้อาการแน่นท้อง ท้องอืด เป็นวิธีไล่ลมในท้องที่จะช่วยได้ในอีกทางหนึ่ง

จุดเน่ยกวน อยู่ห่างจากเส้นข้อมือระหว่างเอ็นทั้งสองโดยห่างจากเส้นข้อมือ 2 นิ้ว โดยกดข้างละ 3-5 นาที

จุดจู๋ซานหลี จะอยู่ใต้สะบ้าหัวเข่าล่างลงไปประมาณ 3 นิ้วข้างกระดูกหน้าแข้งด้านนอก ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกดประมาณ 3-5 นาที

หากใครลอง 10 วิธีแก้ท้องอืด วิธีไล่ลมในท้อง เหล่านี้ดูแล้วยังไม่หาย ยังมีลมในท้องเยอะอยู่ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดความผิดปกติอื่น ๆ ที่เราไม่รู้ได้ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น

ที่อยู่

9/9 อาคารแอทสาทร ชั้น 15 ถนนสาทรใต้
Sathon
10120

เบอร์โทรศัพท์

+66836122995

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ M O O D น้องสาวฟิท รัดแน่น หอมดี ส่งฟรีทั่วโลกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง M O O D น้องสาวฟิท รัดแน่น หอมดี ส่งฟรีทั่วโลก:

แชร์