MindCoach Consultant Hypnotist/ Hypnotherapist . Certified Consulting Hypnotist from National Guide of Hypnotists USA. Contact : 02 717 7661 , 081 754 6146

Certified Master Hypnotist from Banyan Hypnosis Center
7th Path Self-Hypnosis Teacher from Banyan Hypnosis Center CA., USA.

19/12/2015

เล่าสู่กันฟังฯ (ต่อ)

ผู้เขียนได้ทบทวนบทเรียนเฉียดตายที่ผ่านมา กลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง มีเสียงพูดกระซิบจากภายในเป็นเชิงคำถามว่า เขามาเตือนเราหลายครั้งแล้ว เรายังจะดื้อรั้นอยู่อีกเหรอ หรือจะทำเป็นลืมๆ มันเสีย แล้วปล่อยให้เจ้าอัตตากลับมาเป็นใหญ่เหมือนเดิม จิตมันฟุ้งไปเรื่อยแบบนี้แหละ ขณะนี้มันเหมือนกับเกิดการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย ที่ผู้เขียนมักพูดกับคนไข้เสมอๆ ว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างเจ้าตัวร้าย กับตัวดีอย่างไรอย่างนั้นเลย บางครั้งเจ้าตัวร้ายก็ลอยขึ้นมาเย้ยหยันตรงหน้าด้วยการเปรียบเปรยให้ฟังว่า เหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมานี้มันคงเตือนใจอยู่ไม่นานหรอก เหมือนดัง น้ำค้างที่ปลายยอดหญ้าแหละ พอสายหน่อย แดดเปรี้ยงหน่อย ก็ระเหยไปในอากาศหมด เจ้าตัวดีก็ยิ้มรับพร้อมกับพูดกลับไปเบาๆ ว่า เราไม่รีบร้อนหรอก ตราบเท่าที่ยังมีน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้าให้ระเหย ให้แสงแดดได้แผดเผาเมื่อยามสาย นั่นบอกนัยถึงโอกาสที่เรายังสามารถพัฒนาจิตเราให้สูงขึ้นได้อีก ขอเพียงแต่ให้อดทนเข้าไว้ รอจนฝนห่าใหญ่มาถึงแล้วนั่นแหละ ความสำเร็จก็น่าจะไม่นานเกินรอ

อย่างที่ได้บอกกล่าวเมื่อครั้งก่อนว่าผู้เขียนเข้าใจ ถึงอาการที่คนไข้มักจมอยู่กับความคิดที่เป็นเหมือนกับดักวนซ้ำ จนเกิดอาการนอนไม่หลับ หรือจิตป่วย ยังเข้าใจถึงศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งคือ EMDR ( Eye Movement Desentization and Reprocessing) เป็นการแก้ไขคนไข้ที่เกิดอาการฝังใจกับเหตุการณ์วิกฤติ เช่น จากอุบัติเหตุ จากอาการป่วย หรือ จากโจรผู้ร้าย ด้วยการให้เคลื่อนย้ายดวงตาไปมาพร้อมๆ กับการคิดถึงเหตุการณ์วิกฤติที่เป็นสาเหตุ นานประมาณ 20-30 นาที จนกระทั่งเกิด(หยั่งรู้-ตามความเข้าใจของผู้เขียน) น้ำตาไหลพราก อาการต่างๆ ก็จะทุเลาจนหายขาด เป็นต้น

ผู้เขียนเล่ามาเสียยืดยาวก็เพียงจะบอกกล่าวว่า การที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความสุขมากขึ้นนั้นมันต้องอาศัย
1. ความกล้าหาญ 2. ความอดกลั้นอดทน 3. เวลา 4. ความสม่ำเสมอ แม้ว่าจะลงมือฝึกทำแต่ละครั้งในเวลาไม่นานนักก็ตาม และที่ขาดไม่ได้เลยคือ 5. ความยืดหยุ่น ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนมักท่องขึ้นใจอยู่เสมอว่า แข็งๆนั้นคือตายซาก อ่อนหยุ่นนั้นคือชีวิต (ที่มีชีวา)

17/12/2015

เล่าสู่กันฟังไว้เป็นอุทาหรณ์

สิ่งที่ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังนี้ อาจจะฟังดูเป็นเรื่องส่วนตัวไปหน่อย แต่เมื่อได้ตรองดูแล้วน่าจะมีสิ่งดีๆ มาแบ่งปันให้แฟนๆ MindCoach ไว้พิจารณา
คือตัวผู้เขียนเองเติบโตมาในสังคมที่ถือว่า ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้มีอาวุโสกว่าแม้ทำผิดกับคนที่อาวุโสน้อยกว่า เช่น สามีทำผิดต่อภรรยา พ่อแม่ทำผิดต่อลูก ครูทำผิดต่อศิษย์ ฯลฯ ไม่เคยเลยที่จะเห็นหรือได้ยิน คำขอโทษจากสามี จากพ่อแม่ จากครู จะมีก็แต่การกระทำดีในวันต่อๆ มา(อาจจะเร็วบ้าง ช้าบ้าง) เพื่อเป็นการถ่ายโทษ (ไม่อย่างนั้นเราจะมีสำนวนไทยว่า " ตบหัวแล้วลูบหลัง " เหรอ)

ระยะหลังมานี่ผู้เขียนมักมีปากเสียงค่อนข้างจะถี่กับ คนรักที่ผูกพันธ์กันมานาน นับยี่สิบ สามสิบปี ก็ว่าได้ การมีปากเสียงกันนี้มีบ่อยครั้งที่พูดได้เลยว่า ช่างงี่เง่าจริงๆ เปล่าไม่ใช่เมียนะ แต่เป็นตัวผู้เขียนเอง คำขอโทษไม่เคยออกจากปากผู้เขียน
แต่ได้พยายามทำดีถ่ายโทษ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับใจเมียสุดที่รักยิ่ง เพราะคำพูดที่ผู้เขียนใช้เฉือดเฉือนนั้น ในความรู้สึกของเธอนั้นมันช่างบาดลึกยิ่งกว่า

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไถ่บาปด้วยการพาเธอไปเที่ยวไร่ จิมทอมป์สัน ที่สีคิ้ว
ขากลับได้แวะกราบนมัสการหลวงพ่อโต ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นก็เดินทางกลับ
ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้านนั้น ทุกคนในรถเจอประสบการณ์เฉียดตายในเศษเสี้ยวของวินาที

เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างที่ผู้เขียนขับรถอยู่ในเลนนอกสุด ปรากฏมีรถกระบะวิ่งปาดจากเลนซ้ายเข้าตัดหน้ากระชั้นชิด ทำให้จำเป็นต้องหักพวงมาลัยหลบเข้าเลนซ้าย ซึ่งก็มีรถกระบะทรงสูงอยู่ข้างหน้าในระยะกระชั้นที่รถเราจะต้องชนคันนี้แน่นอน ผู้เขียนจำเป็นต้องหักหลบเข้าเลนซ้ายออกไปอีก แต่โอ้แม่เจ้า ยังมีคนขับรถกระบะที่มารยาทเลวทรามอย่างยิ่ง จอดขวางลำกลางเลนเพื่อที่จะยูเทิร์น
นาทีนี้เป็นนาทีวิกฤตอย่างยิ่ง ความเป็นความตายเท่ากัน ผู้เขียนจำเป็นต้องหักหลบซ้ำสามเพื่อออกเลนซ้ายออกไปอีก ขณะที่หางตาเหลือบเห็นสิบล้อที่แล่นเคียงขึ้นมาอยู่ในเลนนั้นพอดี พร้อมๆกับที่หูก็ได้ยินเสียงแตรบีบเตือนมา วินาทีนั้นผู้เขียนมีอยู่สองทางเลือกคือเหยียบเบรก หรือตบเกียร์ลงต่ำแล้วเร่งเครื่องพุ่งออกไป
ซึ่งผู้เขียนเลือกอย่างหลัง แม้จะเห็นรถกระบะฝั่งตรงข้ามกำลังยูเทิร์นมาอยู่ในเลน
ที่ผู้เขียนกำลังพุ่งออกไปก็ตาม

ในที่สุดวินาทีแห่งความเป็นความตายก็ผ่านพ้นไป ทุกคนปลอดภัย เมื่อจอดแวะ
กินกาแฟที่ไร่ศุภวรรณ เป็ดพูดติดตลกว่า นี่ถ้าเราตายกันหมด ที่บ้านไม่มีใครรู้เลย
เพราะเราออกมากันหมด หรือพวกเราตายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ แล้วไม่รู้ตัวว่าตาย ยังขับรถกลับบ้านไปใช้ชีวิตอย่างปกติ มันจะเป็นไงน้า

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนเองรู้และเข้าใจว่า คนไข้ที่มารับการรักษาจากผู้เขียนเอง ทำไมถึงยังคิดและวนซ้ำอยู่กับเรื่องเดิมๆ เพราะมันประสบกับตัวผู้เขียนเอง ที่ขณะเหตุการณ์บีบคั้นอารมณ์สุดขีดนั้น สมองจะจดจำแต่ภาพที่คับขันวนซ้ำอยู่อย่างนั้น แต่กลับไม่จำภาพเหตุการณ์ต่อมาที่เรารอดและผ่านพ้นมาได้ (ดูเพิ่มเติมใน มาคุยเรื่องจิตใต้สำนึกกันหน่อย)
ทำให้ผู้เขียนรู้ถึงอานุภาพแห่งการฝึกสติ และได้แนะนำให้คนไข้ฝึกบ่อยๆ และที่สำคัญอย่างที่สุดของที่สุดเลยคือ เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ตระหนักรู้เลยว่า หากทุกคนตายหมด ก็หมดเรื่องกัน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป คนที่อยู่จะต้องรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งว่า เรายังไม่ได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเลย โดยเฉพาะตัวผู้เขียนเองหากเป็นฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนจะต้องโศกเศร้าเสียใจมากเป็นทวีคูณที่เป็นสาเหตุให้คนที่เรารู้สึกรักมากอย่างยิ่งต้องตายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะเรายังไม่ได้พูดจาให้เข้าใจกันเลยย

บ่ายวันนี้หลังจากกลับจากที่ทำงานถึงบ้านแล้ว ผู้เขียนได้เรียกภรรยาและเป็ดมารับการกล่าวคำ ขออโหสิกรรม ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จากผู้เขียนเอง ขอให้ทั้งสองได้อโหสิกรรมให้ ยังความแปลกใจแก่เธอทั้งสองอย่างมาก

เหตุการณ์เฉียดตายในครั้งนี้ ได้สอนให้ผู้เขียนรู้จักลด อัตตา หรือ อีโก้ หรือ ทิฏฐิของตัวเองลง มีอะไรที่ติดค้างอยู่ในใจที่อยากจะบอกก็ให้รีบๆ ทำเสีย เพราะเราอาจเสียโอกาสที่จะบอกรัก กล่าวคำขอโทษ หรือทำสิ่งดีๆให้กับคนที่เรารักมาก หากเราจากไปอย่างกระทันหัน จะทำอะไรให้กับคนที่เรารัก ก็อย่าทำาเพียงเพราะหวังที่จะให้เขารักตอบอย่างที่เราหวัง เพราะแค่เราเต็มใจที่จะให้ และเขาเต็มใจรับจากเรา ก็นับว่าสุขใจและเป็นการตอบแทนที่ดีเยี่ยมที่สุดแล้ววว!

09/12/2015

การพูดกับตัวเอง

สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ แล้ว สามารถจำแนกการสื่อสารออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ
ได้แก่ การสื่อสารกับภายนอก(ตัวเอง) และการสื่อสารภายใน (การพูดกับตัวเอง)

พวกเราทุกคน ไม่ยกเว้นแม้แต่คนใบ้ คนหูหนวก หรือตาบอด ย่อมมีประสบการณ์ในเรื่องการพูดกับตัวเองทุกคน และเคยมีใครสังเกตบ้างไหมว่า เราพูดกับตัวเองด้วยเรื่องใด เรื่องที่เป็นสิ่งสร้างสรร หรือเรื่องที่เป็แง่ลบ ร้าย ออกไปในทางทำร้ายตัวเอง

คนเราจะประสบความสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีชีวิตหายใจรดไปวันๆ การพูดกับตัวเองย่อมมีส่วนสำคัญมากอย่างมีนัยทีเดียว ยิ่งผู้ที่รู้สึกผิดหวัง ล้มเหลว หรือมีแต่ความวิตกกังวลอย่างมาก ผู้เขียนเชื่อว่า เสียงกระซิบ(พูดในใจ)ของเขาเหล่านั้น ย่อมออกไปในทางแง่ลบ อันส่งผลให้เหตุการณ์กลับเลวร้ายมากขึ้นไปอีก

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยังจดจำไม่รู้ลืม
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคล 2 คน ต่างกรรม ต่างวาระกัน ผลลัพธ์ของทั้ง 2
คน ออกมาแตกต่างกัน ทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์ หดหู่ เศร้า และจนตรอกอย่างยิ่ง
คนหนึ่ง เป็นแม่ของลูกๆ ที่ไปเป็นสะใภ้ของจีนอพยพที่มาอาศัยในแผ่นดินไทย
สมัยเมื่อ 50-60 ปีก่อน สะใภ้สมัยนั้นเปรียบไปก็เหมือนคนรับใช้ ที่ต้องคอยรับใช้ตั้งแต่ พ่อแม่ พี่น้อง ของสามี แม้แต่งานบ้าน งานครัวก็ไม่เว้น สะใภ้คนนี้ถูกกดดัน
บีบคั้นทุกอย่าง ทุกวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าเมื่อตี 4 ยันดึก 4-5 ทุ่ม เมื่อผู้เขียนรู้ความแล้ว
สิ่งที่เห็นเป็นประจำ คือ ปากเธอจะขมุบขมิบ คล้ายพูดกับตัวเอง บางครั้งมีเสียงเล็ดลอดออกมา จนมีอยู่บ่อยครั้งหันไปถามว่า " เอ๊ะ นี่แม่กำลังพูดกับใครเหรอ "
และมักจะได้คำตอบพร้อมรอยยิ้มกลับว่า " เปล่า เปล่า "
ชีวิตบั้นปลายของแม่กลับมีความสุข พ้นเคราะห์กรรมนั้นมาได้ หลังจากที่จมปลักนั้นนานนับสิบๆปี

สำหรับอีกคนหนึ่งนั้น เกิดเหตุการณ์สลด หดหู่ และรู้สึกเศ้ราอย่างยิ่ง อันเนื่องจากเพื่อนสนิทที่เธอรัก ซึ่งเธอเคยช่วยเหลือจนรอดพ้นจากคุกตะราง มีจดหมายชักชวนให้เธอไปอยู่ที่ต่างประเทศด้วยกัน เพื่อนของเธออ้างว่าเปิดร้านค้าขาย เจริญรุ่งเรือง กำลังขยายกิจการ ขาดคนไว้ใจ มาช่วยดูแล แต่เมื่อเธอไปถึงต่างประเทศแล้ว จึงรู้ความจริงว่าถูกเพื่อนที่สนิทและรักมากนี้หลอกลวง

วันหนึ่งเมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้พบเธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ผู้เขียนได้แต่ปลอบใจว่า เรื่องเลวร้ายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้เขียนเคยถามเธอว่าขณะที่รู้สึกหดหู่ เศร้า จนตรอกนั้น มีรำพึงรำพันกับตัวเองมั้ย คำตอบที่ได้คือ " ใครก็ได้ที่ดี หากเข้ามาในชีวิต มาชักชวนแล้วจะออกจากสถานที่นี้ทันที "

ชีวิตของเธอแม้จะดีขึ้นมีผู้ชายที่ดีมาพาเธอออกไป แต่ก็ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อ
ให้มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ในที่สุดเธอได้ลาจากโลกนี้ไปนานหลายปีแล้ว

ผู้เขียนไม่รู้หรอกว่า แม่รำพึงรำพัน หรือพูดอะไรในใจ รู้แต่เพียงว่าหลังจากพ้นบ่วงกรรมนั้นมาแล้วแม่ก็มีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ จนลูกๆ ต่างก็มีหลานมาให้ชื่นชมแล้ว แต่สำหรับน้าผู้เขียนเอง คำรำพึงนั้นเป็นการเหวี่ยงแห ไม่ระบุเจาะจงลงไป ตรง
" ใครก็ได้ " รึเปล่า ผู้เขียนไม่กล้าลงความเห็น ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านทั้งหลายก็แล้วกัน

หมายเหตุ ผู้เขียนนำมาเล่า แบ่งปัน ให้ทุกท่านทราบนั้น ไม่มีเจตนายกตน หรือ ลบหลู่ คนที่จากไปใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ความรักและเมตตาที่จะเผื่อแผ่ ต่อผู้ที่รู้สึกว่ากำลังจนตรอกทั้งหลายเท่านั้นเอง

20/10/2015

มาคุุยเรื่องจิตใต้สำนึกกันหน่อย

หลายวันก่อนได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องความสำคัญของจิตใต้สำนึก เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อแฟนๆ ที่ติดตามข้อเขียนใน MindCoach นี้
จึงขอนำมากล่าวพอคร่าวๆ ดังนี้ ว่า

1. จิตใต้สำนึกนั้น เป็นแหล่งที่เก็บข้อมููลตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุุด ซึ่งหากเรายังเกิดวนเวียนอยู่ในวัฎฎะสงสารนี้ เราสามารถจดจำย้อนกลับได้นับหลายๆภพชาติทีเดียว (อันนี้ต้องอาศัยการสะกดจิตเป็นตัวช่วย หรืออาจจะระลึกชาติได้เอง)

2. จิตใต้สำนึกเป็นตัวบ่งหรือแสดงพฤติกรรม บุุคลิกภาพ ของผู้เป็นเจ้าของ

3. คุณไม่สามารถใช้ความคิด (จิตสำนึก) เอาชนะจิตใต้สำนึกได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ มีหลายคนที่อ่านหนังสือเปลี่ยนแปลงตัวเองนับสิบๆ เล่ม แต่ก็ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงตัวเองได้

4. ไม่ว่าคุณจะมีบุคลิกภาพแบบไหน มันมีเหตุุมาจากการได้ เห็น กระทำ คิด ซ้ำๆ
อยู่นานนับปี จากต้นแบบ (Model) แล้วเกิดการเลียนแบบ (Role Model) ตัวอย่างที่ง่ายและเห็นชัดที่สุดคือ ในครอบครัวหนึ่ง จะต้องมีลูกชาย หรือ ลูกสาวที่มีลักษณะนิสัย ท่าทางการเดิน วิธีการพูด ฯลฯ เหมือนไปทางพ่อ หรือทางแม่

5. ไม่ว่าสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่เลวร้าย จะเกิดประทับฝังใจต่อคนผู้นั้น เมื่ออยู่ในสภาวะสุขใจสุดขีด หรือตึงเครียด เค้น ทางด้านอารมณ์ ตัวอย่างเช่น เกลียดกลัวหนอน ไส้เดือน นก หนู เป็นต้น

6. จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่เป็นไปได้ทั้งบวกและลบ

7. จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งกำเนิดของจินตนาการ เมื่อยังอยู่ในวัยเด็กที่สดใส จินตนาการของพวกเขาช่างบรรเจิด แต่ขณะที่เจริญวัยมากขึ้น เจอะเจอสิ่งเจ็บปวดมากมาย จินตนาการที่บรรเจิดนั้นกลับถูกความทุกข์เศร้า บดบังจนมืดมิด

เห็นไหมว่าอานุภาพของจิตใต้สำนึกนั้น มีมากมายมหาศาลแค่ไหน

09/09/2015

ทานบารมี ตอนที่ 3

วันนี้เรามาว่ากันต่อนะครับ จริงๆ เมื่อเราฝึกจิตใต้สำนึกจนสามารถนำมาใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราสามารถพูดได้ว่าเป็นการฝึกการตระหนักรู้นั่นเอง

ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาอะไร อยากรู้อะไร หรืออยากพัฒนาตัวเอง เพียงแค่คุณ ทิ้งคำ
ถามไว้ในใจ ปล่อยให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่เร่งรัด ไม่บีบเค้นให้มันตอบ ในที่สุด
มันจะตอบคุณ ด้วยการผุดรู้ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ พวกเราหลายคนคงมีประสบการณ์
ตรง เรื่องเวลาพยายามนึกถึงชื่อคน ที่เราไม่ได้เจอะเจอกันมานาน พยายามเท่าไรก็นึกไม่ออก ต้องบอกกับตัวเองว่า ช่างมันแล้ว แต่จู่ๆ มาวันหนึ่งกลับนึกถึงชื่อคนนั้นได้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่เราก็เลิกนึกถึงไปแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงอานุภาพแห่งจิตใต้สำนึก ที่ไม่
สามารถใช้จิตสำนึกไปสั่งให้มันทำตามความปรารถนาได้

สำหรับตัวผู้เขียนเองมีประสบการณ์ตรง ที่ว่า วิธีการรักษาจะผุดรู้ขึ้นเองในใจ ขณะกำลังอาบน้ำในตอนเช้าของวันที่มีนัดรักษาคนไข้แต่ละคน ซึ่งเป็นไม่ได้เป็นการวางแผนล่วงหน้าแต่อย่างใดเลย

ผู้เขียนหวังว่าผู้ที่เข้ามาอ่านข้อความจนถึงตอนนี้ คงจะมีความเข้าใจและตั้งใจฝึก
อย่างจริงจัง ฝึกให้เกิดความเคยชินจนเป็นนิสัย สักวันหนึ่งเมื่อทุกอย่างมาประจวบกันอย่างเหมาะสม คุณจะเกิดการตระหนักรู้และเข้าใจในอานุภาพของมัน จะเกิดความอิ่มเอิบ มองดูโลกรอบตัวรู้สึกว่ามันช่างสวยสดงดงามอย่างเหลือเกินทีเดียว !

หากความดีของทานบารมีจะพึงมี ผู้เขียนขอมอบความดีที่พึงมีทั้งหมดนี้ อุทิศให้แด่ บรมครู "Dr. Milton M. Erickson" ผู้ที่ผู้เขียนยึดถือเป็นแบบอย่าง และปรารถนาที่จะเจริญรอยตาม
มากที่สุด

30/08/2015

ทานบารมี ตอนที่2

ครั้งก่อนผู้เขียนได้พูดถึงการเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายอย่างลัดที่สุดแล้ว
วันนี้จะขอแนะนำขั้นตอนฝึกซ้อมต่อจากครั้งที่แล้วเลยนะครับ
หากคุณอยู่ในท่านั่ง ให้วางมือทั้งสองข้างไว้บนตัก เมื่อร่างกายและจิตใจรู้สึกผ่อนคลายดีแล้ว (จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้นะครับ) ให้ค่อยๆ ยกมือ(ข้างที่ถนัด) ขึ้นจาก
ตักให้ค่อยๆสูงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ช้าๆ (เริ่มต้นอาจต้องแกล้งทำให้ช้าๆ ก่อน)
เมื่อทั้งมือและแขนลอยในอากาศอย่างเป็นอิสระ (จะยกสูงแค่ไหนก็ตามใจ แต่ต้องลอยเป็นอิสระ ไม่พาด พิง หรือท้าวแขนกับอะไรทั้งสิ้น) แล้วปล่อยค้างแข็งไว้
เมื่อมือ แขน ลอยค้างสักพัก เราจะเริ่มรู้สึกเมื่อย (ทุกข์) นั่นเป็นเพราะเรา เอาจิตไปจดจ่อกับมือและแขน ตอนนี้แหละคือตอนที่สำคัญ ผู้ฝึกจะต้องส่งจิตไปจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกที่ยาวและลึก พร้อมๆกับส่งความรู้สึกไปจดจ่อที่หว่างคิ้ว เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆอาจไม่สะดวก แต่หากฝึกนานเข้าจะทำได้เองอัตโนมัติ
เมื่อฝึกไปนานเข้า นานเข้า จนเกิดความชำนาญ ในที่สุดจิตจะเริ่มชำนาญ
ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติ สติจะเริ่มคมขึ้น เกิดความรู้ผุดขึ้นจากภายใน
ว่า อ๋อ เมื่อทุกข์เกิดขึ้น เราจะปลดปล่อย ปล่อยวางความทุกข์ ก้าวเดินออกจาก
วังวนเน่าๆ ได้อย่างนี้นี่เอง !
สำหรับผู้ที่ฝึกอยู่ในท่านอน วิธีการก็ไม่แตกต่างกัน จะต่างก็เพียงระนาบของ
มือที่ยกขึ้นเท่านั้นเอง
การฝึกฝนแบบนี้ นับว่าเป็นการฝึกที่เรียกว่า Auto Hypnosis
ซึ่งเมื่อฝึกจนชำนาญอย่างมากๆ แล้ว มันก็จะเป็นบันไดขั้นต่อไปในการฝึก เพิ่มพูน เสริมสร้างศักยภาพ บุคคลิกภาพตนเอง เจริญก้าวหน้าไปอย่างที่เราไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าเราจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้

ลองเทียบเคียงกับตัวอย่างที่ผู้เขียนกำลังจะเล่าให้ฟังดังนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกานานมาแล้ว คนไข้หญิงป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอได้รับความทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด ซึ่งหมอเจ้าของไข้ไม่สามารถให้มอร์ฟีนระงับความเจ็บปวดได้อีกแล้ว เนื่องจากใช้ไม่ได้ผล จึงตาม ดร.อีริคสัน จิตแพทย์ชื่อดัง ให้มาช่วยสะกดจิตคนไข้ เพื่อบรรเทาอาการทุกข์ทรมานนั้น
หมออีริคสัน ถามคนไข้ว่า หากมีเสือผอมโซ มายืนเลียปากอยู่ที่หน้าประตู กำลังจ้องมองพร้อมกระโจนเข้าใส่ ตัวคนไข้จะรู้สึกอย่างไร คนไข้ตอบว่า รู้สึกตกใจกลัว
สุดขีด ขณะเดียวกันอาการเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานจากมะเร็ง กลับคลายลงมาก
จนไม่ต้องใช้มอร์ฟีนจนถึงวาระสุดท้าย เพราะคนไข้บอกกับหมออีริคสันว่า จะเก็บเสือตัวนั้นไว้ใต้เตียง ครั้งต่อไป หากเกิดอาการนี้อีก จะให้เสือคลานออกจากใต้เตียงมาระงับความเจ็บปวดนี้อีก

23/08/2015
23/08/2015
22/08/2015

ทานบารมี

วันนี้ผู้เขียนขอใช้ความรู้เบื้องต้นที่ใช้สอนทั้งคนไข้และผู้มารับการเพิ่มพูนศักยภาพตนเอง เผยแพร่ให้รับรู้ในวงกว้างมากขึ้นทาง facebook นี้ ทั้งนี้เพื่อ
เป็นวิทยาทานและเป็นการสร้างทานบารมีไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าคุณจะตกอยู่ในสภาพใด ในสถานการณ์ใดๆ หัวใจที่สำคัญที่สุดคือการตั้งสติให้ได้ ซึ่งใครๆ ก็รู้ ใครๆ ก็พูดได้ แต่มันกลับทำได้ยากมาก แต่ ... ยังมีวิธีการจะว่าทางอ้อมๆ ก็ได้ จะว่าทางลัดก็ได้ ที่จะเรียกสติให้เกิดขึ้นกับตัวเราได้รวดเร็ว คือ การรู้จักสร้างความผ่อนคลายให้เกิดขึ้นให้ได้เร็วที่สุด และคงความผ่อนคลายนั้นได้นานที่สุด ก็ด้วยวิธีดังนี้

1. คุณจะอยู่ในท่านั่ง หรือกึ่งนั่งกึ่งนอน หรือท่านอนก็ได้ จากนั้นให้เหลือบตามองขึ้นไปหว่างคิ้วจนรู้สึกเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณลูกตา ก็ให้ขยับตากลับที่เดิมพร้อมกับหลับตาลง ขณะเดียวกันคุณต้องหายใจลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ไปพร้อมๆ กันกับการเหลือบตาด้วย (ห้ามขยับศีรษะขึ้นตามการเหลือบตาเด็ดขาด)
2. ขณะที่หลับตาลงพร้อมกับการหายใจที่ลึก ยาว คุณจะสัมผัสรู้ถึงความผ่อนคลายได้ทันที จากนั้นให้ใช้จินตนาของคุณเองเคลื่อนย้ายความรู้สึกนี้ให้มัน ค่อยๆ ไหลแผ่ซ่านลงมาจากกลางกระหม่อม ผ่านใบหน้า ลงไปที่หัวไหล่ แขน หน้าอก ท้อง จนลงไปสู่ปลายนิ้วเท้า แล้วดึงความรู้สึกนี้ย้อนกลับขึ้นสู่กลางกระหม่อม กลับไปมาหลายๆ ครั้ง

ค่อยๆฝึกฝนทุกวันทั้งก่อนนอน และตื่นตอนในตอนเช้า (การฝึกนี้ทำให้เหมือนอาการน้ำที่หยดลงตุ่ม-Go Beyond Limit) ...

ลองทำดูนะครับ ผู้เขียนจะรอ feed back สัก 7- 10 วัน แล้ว จะกลับมาเผยแพร่
ในขั้นต่อไป ขอกระซิบบอกให้ทราบดังๆ ว่าผลแห่งการฝึกปรือนี้ ได้ทำให้หลายชีวิต
ไม่ยกเว้นแม้ผู้เขียนเอง เจอะเจอสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ก่อเกิดความรัก ความเมตตา
ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง มากมายทีเดียว ขอบอกด้วยเสียงดังๆ ว่าใครทำ ใครฝึก คนนั้นก็ได้ ครับ ! ..... (ยังมีต่อ)

ที่อยู่

Suan Luang

เบอร์โทรศัพท์

0817546146

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MindCoachผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MindCoach:

แชร์