19/12/2015
เล่าสู่กันฟังฯ (ต่อ)
ผู้เขียนได้ทบทวนบทเรียนเฉียดตายที่ผ่านมา กลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง มีเสียงพูดกระซิบจากภายในเป็นเชิงคำถามว่า เขามาเตือนเราหลายครั้งแล้ว เรายังจะดื้อรั้นอยู่อีกเหรอ หรือจะทำเป็นลืมๆ มันเสีย แล้วปล่อยให้เจ้าอัตตากลับมาเป็นใหญ่เหมือนเดิม จิตมันฟุ้งไปเรื่อยแบบนี้แหละ ขณะนี้มันเหมือนกับเกิดการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย ที่ผู้เขียนมักพูดกับคนไข้เสมอๆ ว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างเจ้าตัวร้าย กับตัวดีอย่างไรอย่างนั้นเลย บางครั้งเจ้าตัวร้ายก็ลอยขึ้นมาเย้ยหยันตรงหน้าด้วยการเปรียบเปรยให้ฟังว่า เหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมานี้มันคงเตือนใจอยู่ไม่นานหรอก เหมือนดัง น้ำค้างที่ปลายยอดหญ้าแหละ พอสายหน่อย แดดเปรี้ยงหน่อย ก็ระเหยไปในอากาศหมด เจ้าตัวดีก็ยิ้มรับพร้อมกับพูดกลับไปเบาๆ ว่า เราไม่รีบร้อนหรอก ตราบเท่าที่ยังมีน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้าให้ระเหย ให้แสงแดดได้แผดเผาเมื่อยามสาย นั่นบอกนัยถึงโอกาสที่เรายังสามารถพัฒนาจิตเราให้สูงขึ้นได้อีก ขอเพียงแต่ให้อดทนเข้าไว้ รอจนฝนห่าใหญ่มาถึงแล้วนั่นแหละ ความสำเร็จก็น่าจะไม่นานเกินรอ
อย่างที่ได้บอกกล่าวเมื่อครั้งก่อนว่าผู้เขียนเข้าใจ ถึงอาการที่คนไข้มักจมอยู่กับความคิดที่เป็นเหมือนกับดักวนซ้ำ จนเกิดอาการนอนไม่หลับ หรือจิตป่วย ยังเข้าใจถึงศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งคือ EMDR ( Eye Movement Desentization and Reprocessing) เป็นการแก้ไขคนไข้ที่เกิดอาการฝังใจกับเหตุการณ์วิกฤติ เช่น จากอุบัติเหตุ จากอาการป่วย หรือ จากโจรผู้ร้าย ด้วยการให้เคลื่อนย้ายดวงตาไปมาพร้อมๆ กับการคิดถึงเหตุการณ์วิกฤติที่เป็นสาเหตุ นานประมาณ 20-30 นาที จนกระทั่งเกิด(หยั่งรู้-ตามความเข้าใจของผู้เขียน) น้ำตาไหลพราก อาการต่างๆ ก็จะทุเลาจนหายขาด เป็นต้น
ผู้เขียนเล่ามาเสียยืดยาวก็เพียงจะบอกกล่าวว่า การที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความสุขมากขึ้นนั้นมันต้องอาศัย
1. ความกล้าหาญ 2. ความอดกลั้นอดทน 3. เวลา 4. ความสม่ำเสมอ แม้ว่าจะลงมือฝึกทำแต่ละครั้งในเวลาไม่นานนักก็ตาม และที่ขาดไม่ได้เลยคือ 5. ความยืดหยุ่น ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนมักท่องขึ้นใจอยู่เสมอว่า แข็งๆนั้นคือตายซาก อ่อนหยุ่นนั้นคือชีวิต (ที่มีชีวา)