WellnessCapital ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก WellnessCapital, หน่วยงานให้คำปรึกษา, เวลเนสซิตี้, Suphan Buri.

เนื่องด้วย..มูลนิธิเวลเนสแคร์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งและไตเสื่อม และ นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์🎗🎗ได้ร่วม..จัดอบรมฯเผยแพร่ความรู้ “...
01/03/2017

เนื่องด้วย..มูลนิธิเวลเนสแคร์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งและไตเสื่อม และ นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์🎗🎗ได้ร่วม..จัดอบรมฯเผยแพร่ความรู้ “ล้างพิษตับ ฟื้นฟูไต พิชิตมะเร็ง ด้วยวิถีธรรมชาติ”
ครั้งที่ # 6 แก่ผู้ที่สนใจฟรี ! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
🎗🎗โดย...นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้ซึ่งหายป่วยจาก 6 โรคร้าย โดยที่ไม่พึ่งยา
ใน.. วัน อาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 - 17.00 น.
ณ พุทธวิชชาลัย วงเวียนบางเขน ใกล้วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ

คลิ๊ก... ที่ลิ๊งค์ข้างล่างนี้
👉🏻 https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3 🌸🌸
👉🏻 https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3. 🌸🌸
👉🏻 https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3. 🌸🌸

หรือ คลิ๊ก.. ที่ "🌸🌸รูปภาพ 🌸🌸" เพื่อลงทะเบียนสำรองที่นั่ง ได้ฟรี!!
หรือ โทร.ติดต่อได้ที่เบอร์.. 098-831-9592 , 081-828-2965 คุณ เอื้อย
เพื่อเข้าสู่แบบฟอร์มยืนยันลงทะเบียนเข้าร่วมงานนี้ได้เลยครับ..!!ร่วมบุญๆๆๆ
กดไลค์กดแชร์ แฟนเพจนี้ แล้วบอกต่อๆกันด้วยนะครับ..!!! ร่วมบุญช่วยชีวิตผู้ป่วยทุกๆท่าน!!อนุโมทนาบุญครับ!!

โดย.. นพ. บุญชัย อิศราพิสิษฐ์

🎗ด้วยมูลนิธิเวลล์เนสเเคร์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยไตเสื่อม ร่วมกับ นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ จัดโครงการสัมมนา "พ...
18/02/2017

🎗ด้วยมูลนิธิเวลล์เนสเเคร์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยไตเสื่อม ร่วมกับ นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ จัดโครงการสัมมนา "พิชิตมะเร็ง ฟื้นฟูไต ด้วยวิถีธรรมชาติ ครั้งที่ 6 " ให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะความเสี่ยง โรคมะเร็ง ไตเสื่อม โรคตับ โรคหัวใจโรค เบาหวาน โรคความดัน ซึ่งโรค NCDs ดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในหมู่คนไทยโดยส่วนใหญ่..
โดย...นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้ซึ่งหายป่วยจาก 6 โรคร้าย โดยที่ไม่พึ่งยา
ใน.. วัน อาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ เเพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อาคารเฉลิมพระบารมี
ซอยเพชรบุรีตัดใหม่ 47 (ศูนย์วิจัย 3) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ปากทางเข้า รพ.กรุงเทพฯ
ท่านผู้สนใจ.. สามารถยืนยันลงทะเบียนสำรองที่นั่งการอบรมฟรี..!! ครั้งที่ 6 นี้ได้ที่เบอร์ 089-202-4812 หรือ โดย" คลิ๊กที่ลิ๊งค์นี้ " เลยครับ..!!

https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3
https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3
https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3

เพื่อเข้าสู่แบบฟอร์มยืนยันลงทะเบียนเข้าร่วมงานนี้ได้เลยครับ..!! การอบรมทุกอย่างฟรี..!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกๆท่านได้องค์ความรู้นำไปใช้ในชีวิตอย่างถูกต้อง และต่ออายุให้ยืนนานยิ่งขึ้น!!
ร่วมบุญๆๆๆ ช่วยแชร์ กดไลค์กดแชร์ บอกต่อๆกันด้วยนะครับ..!!! อนุโมทนาบุญครับ!!

🎗ด้วยมูลนิธิเวลล์เนสเเคร์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยไตเสื่อม ร่วมกับ  นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ จัดโครงการสัมมนา "...
16/02/2017

🎗ด้วยมูลนิธิเวลล์เนสเเคร์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยไตเสื่อม ร่วมกับ นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ จัดโครงการสัมมนา "พิชิตมะเร็ง ฟื้นฟูไต ด้วยวิถีธรรมชาติ ครั้งที่ 5" ให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะความเสี่ยง โรคมะเร็ง ไตเสื่อม โรคตับ โรคหัวใจโรค เบาหวาน โรคความดัน ซึ่งโรค NCDs ดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตหมู่คนไทยโดยส่วนใหญ่..
โดย...นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้ซึ่งหายป่วยจาก 6 โรคร้าย โดยที่ไม่พึ่งยา
ใน.. วัน อาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ เเพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยศูนย์วิจัย 3 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ท่านผู้สนใจ.. สามารถยืนยันลงทะเบียนสำรองที่นั่งการอบรมฟรี..!! ครั้งที่ 5 นี้ได้ที่เบอร์ 089-202-4812 หรือ โดย" คลิ๊กที่ลิ๊งค์นี้ " เลยครับ..!!

https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3
https://goo.gl/forms/b86lGgI0AB7sCsrH3

เพื่อเข้าสู่แบบฟอร์มยืนยันลงทะเบียนเข้าร่วมงานนี้ได้เลยครับ..!! การอบรมทุกอย่างฟรี..!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกๆท่านได้องค์ความรู้นำไปใช้ในชีวิตอย่างถูกต้อง และต่ออายุให้ยืนนานยิ่งขึ้น ร่วมบุญๆๆๆ ช่วยแชร์และบอกต่อ กดไลค์กดแชร์กันด้วยนะครับ..!!! อนุโมทนาบุญครับ!!

15 แนวคิดนำพา “วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก” สู่ธุรกิจพันล้าน ณกรณ์  กรณ์หิรัญเรียกได้ว่า ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยที่ไม่รู้จ...
23/06/2016

15 แนวคิดนำพา “วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก” สู่ธุรกิจพันล้าน ณกรณ์ กรณ์หิรัญ

เรียกได้ว่า ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยที่ไม่รู้จัก “วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก” ไม่น่าเชื่อว่าจากสถานเสริมความงามเล็กๆ จะขยายได้มากกว่า100 สาขา จนกลายเป็นสถานเสริมความงามที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นๆ ของประเทศ จากชีวิตวัยเด็กของ คุณเอก ณกรณ์ กรณ์หิรัญ หนุ่มสุพรรณผู้มีความขยันและเป็นคนมีหัวทางธุรกิจ มักจะหาอะไรทำอยู่เสมอเพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้กับตัวเอง ถึงขั้นเป็นเศรษฐีเงินกู้ตั้งแต่อายุ 17 ปี เลยทีเดียว จากการไปหยิบยืมเงินของที่บ้านมาปล่อยกู้ 2 ล้านบาท จน รายได้งอกเงยไปถึง 4-5 ล้านบาท แต่แล้ววันหนึ่ง คุณณกรณ์ ก็มาถึงคราวพลาดในช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ทำให้ไม่ทันระวังและได้ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้รายหนึ่งไป สุดท้ายถูกโกงจนหมดตัวแถมรถที่เพิ่งซื้อมาไม่นานก็โดนยึดไปด้วย เพราะไม่มีเงินไปชำระค่าผ่อน ด้วยความที่ ณกรณ์ กรณ์หิรัญ เป็นคนมีหัวการค้า แม้ชีวิตจะติดลบแต่ก็ไม่ยอมย่อท้อ

แม้ตอนช่วงเศรษฐกิจตกทำให้เขาคิดว่าอาชีพอะไรที่ทำแล้วสบายใจก็จะทำ ตอนนั้นเขาแทบไม่มีเงินเลย มีแค่เพียงเงินลงทุนเล็กๆ น้อยๆ พอที่จะขายลูกชิ้นริมถนนเขาก็ทำมาแล้ว ต่อมาจึงตัดสินใจมาเป็นเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และพยายามหาช่องทางทำกำไรเยอะๆ ด้วยการขายเริ่มเปิดร้านเล็ก ๆ จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน จากร้านเล็ก ๆ ไม่มีหน้าร้าน ก็เริ่มเช่าตึกแถวแล้วซื้อโฆษณา 2,000 กว่าบาท เพื่อลงหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งผลตอบรับดีมาก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้ช่วงนั้นอายุเพียงแค่ 22-23 ปี แต่กลับทำธุรกิจได้กำไรเดือนละหลายแสน เรียกว่าเป็นช่วงที่คุณ เอกณกรณ์ กรณ์หิรัญ สามารถกลับมาตั้งตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ดวงคนจะรวยอะไรก็ฉุดไม่อยู่จริงๆ จากเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งจะผ่านชีวิตติดลบ แต่เขากลับเดินหน้าต่อและเริ่มมีกำลังใจที่จะสู้มากขึ้น ต่อมาเพื่อนของ คุณณกรณ์ สนใจอยากจะเปิดคลินิกความงาม จึงชักชวนเขามาร่วมทุนเพื่อเปิดสถานบริการด้านความงาม เพราะทุกอย่างไม่มีคำว่ากลัว เขาและเพื่อนๆ ได้ตัดสินใจร่วมกันลงทุน ก่อนไปจดชื่อ วุฒิ-ศักดิ์ ซึ่งเป็นชื่อ คุณหมอ ที่ต้องมีขีดกลางเพื่อป้องกันการเกิดมีหมอชื่อซ้ำ ซึ่งแต่ละคนได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดย คุณณกรณ์ ทำหน้าที่ดูการตลาด บัญชี โดยควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก เวชกรรม จำกัด (มหาชน) ส่วนคุณหมอ ดูเรื่องระบบการรักษาความงามทั้งหมดของคลินิก และเพื่อนอีกคนดูเรื่องการตกแต่งร้าน โดยเปิดสาขาแรกที่ย่านงามวงศ์วาน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผลตอบรับจะดีเกินคาดเมื่อ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เขาและหุ้นส่วนรีบขยายสาขาไปทั่วกรุงเทพฯ ทำให้เขาได้เขาได้ก้าวมาเป็นนักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แม้หุ้นส่วนจะบอกให้หยุดตั้งแต่ 10 กว่าสาขา แต่เขากลับผลักดันให้เปิดต่อจนกระทั่งตอนนี้มี คลินิก วุฒิ-ศักดิ์ กว่า100 สาขาแล้ว
วันนี้ผมจะพาทุกท่านมาพบกับวิธีคิดหรือแนวคิดในการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จของคุณณกรณ์กันว่า โดยหลัก ๆ แล้วเขามีแนวคิดในการทำงานและในการบริหารงานอย่างไรจนมีวันนี้ของวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกได้

15 แนวคิดของ ณกรณ์ กรณ์หิรัญ

1.บทเรียนนอกห้องเรียนคือครูที่ดี
เขาคิดว่าทุกอย่างเป็นการลอง มีผิดพลาดบ้าง ไม่มีใครที่ทำร้อยอย่างถูกร้อยอย่าง และอย่าไปคิดว่า พลาดแล้วอย่าทำอีก ต้องคิดว่าพลาดแล้วสิ่งที่มันพลาดเป็นเพราะอะไร จะได้หาทางแก้ไขให้ได้

2.บทเรียนนอกห้องเรียน ที่กลายเป็นคีย์ success

คุณณกรณ์ มักจะศึกษาและติดตามนักธุรกิจแต่ละคนที่มียอดธุรกิจพันล้านตลอด จนทำให้ค้นพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มีนิสัยเหมือนกันคือ แต่ละคนจะไม่อยู่นิ่งและไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากจะได้เงินอย่างเดียว แต่พวกเขาจะรู้สึกสนุกกับงานมากกว่า ประกอบกับ คุณณกรณ์ เป็นคนไฮเปอร์ อยู่นิ่งทำงานแบบรูทีนไม่ได้ ทำให้คิดอะไรใหม่ๆ ทุกเดือน ยิ่งเมื่อเจอปัญหา ต้องรีบหาทางแก้ไขและพยายามคิดเสมอว่า จะพยายามอุดช่องว่างนั้นให้หมด

3.ถ้าอยู่นิ่ง ก็ช้ากว่าชาวบ้าน
“เราต้องหาช่องว่างให้เจอ แล้วอุดมัน” เขาบอกว่าธุรกิจนี้ เริ่มจากความกลัว แต่ความกลัวเป็นความกลัวแบบไม่หนี และต้องรู้ว่าตัวเองกลัวอะไร เขายอมรับว่า องค์กรใหญ่ขึ้นแล้ว หากจะมัวนั่งโต๊ะทุกวัน อาจจะมองไม่เห็นปัญหา การได้ออกไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็คือไปหาไอเดียใหม่ๆ ถ้าอยู่นิ่ง ก็ช้ากว่าคนอื่นแน่นอน

4.ความสุขอยู่ที่การไม่เคยหยุดคิด
เขาไม่เคยคิดว่า ชีวิตจะมีวันนี้ หรือมีธุรกิจต้องกำไรเท่านี้ ถึงจะมีความสุข จริงอยู่ แต่ก็แค่คิดว่า อยากทำธุรกิจแบบประครองให้อยู่ได้และเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ก็พอ ความสุขของคุณณกรณ์ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของธุรกิจหลายพันล้าน แต่อยู่ที่การไม่เคยหยุดคิดต่างหาก

5.ชีวิตไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จที่สุด
ทุกอย่างเป็นเพียงก้าวขึ้นบันไดให้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง ชีวิตไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหนึ่ง แล้วก้าวต่อไปเพื่อบรรลุอีกเป้าหมายหนึ่ง

6.มาสเตอร์คีย์สู่ความสำเร็จ คือความไม่หยุดนิ่ง
เขาเชื่อว่า การทำทุกอย่างไม่ควรหยุดนิ่ง การทำตรงนี้ได้ก็ต้องหาช่องทางขยายต่อไป ไม่ใช้แค่จะหยุดยาวแค่ตรงนี้ ซึ่งทำให้ธุรกิจได้เติบโตได้ค่อนข้างเร็ว จากคลินิกเสริมความงามและผิวพรรณก็เพิ่มเป็นวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกคอสเมติก เพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม กลูต้า เฮลติ วุฒิศักดิ์ ฟามาซี และ ขายผลิตภัณฑ์ยา ,วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ศัลยกรรม ที่ ให้บริการศัลยกรรมความงาม

7.การทำธุรกิจไม่ใช่เน้นแค่ความสำเร็จทุกอย่าง แต่จงทำให้ดีที่สุด
วิธีคิดของเขาก็คือจะดูว่าอันไหนมีความเป็นไปได้ก็จะทำ ถ้าตัวไหนไปไม่ได้ก็จะชะลอดู และหากไม่ดีก็ขายออกไป การทำธุรกิจไม่ใช่จะสำเร็จทุกอย่าง ก็แค่ทำให้ดีที่สุด เขาเชื่อในวิธีคิดแบบนี้ และเชื่อว่าเป็นวิธีคิดที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แม้แต่แม่ค้าขายน้ำพริกตามตลาดนัด

8.แค่รู้จักปรับวิธีคิด จะทำธุรกิจอะไรก็ดีทั้งนั้น
คุณอาจทำน้ำพริกขายอยู่ในตลาดนัด วันหนึ่งก็สามารถทำให้ใหญ่ขึ้น ลองส่งขายในจังหวัดใกล้เคียง แล้วค่อยกลับมาพัฒนาแพ็คเกจ ส่งขายในกรุงเทพ และจนถึงส่งออก ซึ่งวันนี้คุณก็คือน้ำพริกเหมือนแม่ประนอม แต่ถ้าคุณคิดแค่ว่าทำน้ำพริกขายอยู่ในตลาดนัด ขายตั้งแต่อายุ 20 ไปจนแก่ก็ยังอยู่ตรงนั้นไม่ขยับขยายไปไหน คุณก็เป็นได้แค่คนขายน้ำพริกในตลาดนัดเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เขาบอกว่า ทำธุรกิจอะไรก็ดีทั้งนั้น เพียงแค่รู้จักปรับวิธีคิด

9.หาไอเดียมาพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น
ขณะที่หลายธุรกิจพยายามหาวิธีพัฒนาตัวเอง ด้วยการมองคู่แข่ง เพื่อหาหนทางทำสิ่งที่เหนือกว่าให้ได้ แต่สำหรับ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิกพวกเขาไม่ได้มองคู่แข่งขันเท่านั้น หากแต่เป็นการหาไอเดียมาพัฒนาธุรกิจของพวกเขาให้ดีขึ้นมากกว่า ดูการจัดดีสเพลย์หน้าร้านสวยๆ เอามาประยุกต์กับคลินิก หรือเห็นของดีของสิ่งต่างๆ เก็บมาอย่างละเล็กอย่างละน้อย ค่อยๆ สะสมทุกอย่าง จนรวมมาเป็นวุฒ-ศักดิ์ คลินิกในวันนี้

10.ความต่างที่เกิดจากการช่างสังเกต
สิ่งที่ทำให้ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก มีความแตกต่างจากสถานความงามอื่นๆ เป็นความต่างที่เกิดจากการช่างสังเกตของผู้บริหารอย่างเขาที่ไม่ชอบทำงานนั่งโต๊ะทำงาน แต่เลือกออกไปเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ รอบตัวมากกว่า สิ่งที่เขาทำคือหาจุดต่างให้เจอ คิดว่าเราอยากได้อะไรก็ใส่อย่างนั้นให้ลูกค้า วุฒิ-ศักดิ์ถึงได้มีอะไร ที่ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งจะมีบริการต่างๆที่ค่อนข้างแหวกแนวและแตกต่าง

11.เอางานมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
คนอื่นอาจเรียกว่าบ้างาน แต่สำหรับคุณ ณกรณ์ บอกว่า เป็นสิ่งที่คุ้นและชิน กับการเอางานมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ถ้าสามารถเอาตัวเองกับงานรวมเป็นคนคนเดียวกันได้ เขาเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะเขาไม่มีเวลาเลิกงาน ตีสาม ตีสี่ เพราะหากคิดอะไรได้ก็จะจดบันทึกไว้ ทำให้เขาเกิดความเคยชินกับตัวเองที่เป็นแบบนี้ เพราะความเป็นผู้นำ ถ้าผู้บริหารไม่ครีเอท พนักงานก็ไม่อาจอยู่ได้ การทำทุกอย่างของเขาต้องคำนึงถึงชีวิตพนักงานอีกหลายพันคน

12.การเลือกเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม
แม้จะมีความเสี่ยงมากกว่าอย่างการเข้าไป ขยายสาขาในต่างประเทศ พวกเขาเลือกประเทศลาว ที่หลังจากไปเปิดสาขาแรกก็ประสบความสำเร็จ และเตรียมขยายสาขาต่อไปโดยมีเป้าหมายต่อไปคือกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่คนอื่นเมินหน้าหนี แต่สำหรับเขา บอกว่ามันคือโอกาส เชื่อว่าคู่แข่งจะยังไม่เยอะ มีแต่ร้านท้องถิ่น และคนมีกำลังซื้อ ซึ่งกลุ่มคนรวยมีจำนวนมากพอสมควร นั่นเป็นโอกาส เพียงแต่คีย์สำคัญคือ ต้องหาพาร์ทเนอร์ที่ดีให้ได้เท่านั้น”

13.คิดเร็ว ทำไว ตามฉบับคนรุ่นใหม่
หลักการของคุณณกรณ์คือ ถ้ามันมีจังหวะ เวลา ก็ต้องจัดการทันที อย่ามัวแต่รอ ว่าต้องอีก 3 ปีหรือ 5 ปี ถึงตอนนั้นคนอื่น ทำไปหมดแล้ว รีบขยายสาขาเมื่อเห็นโอกาส ก็เหมือนเกมธุรกิจในไทย ที่ วุฒิ-ศักดิ์ นั้นมีสาขาจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และมองที่จะขยายไปต่างจังหวัดเพิ่มอีก บนความพร้อมที่พวกเขาพิสูจน์มาแล้วกว่าทศวรรษ ซึ่งทำให้ วุฒิ-ศักดิ์ กลายเป็นสูตรธุรกิจ ที่สามารถยกโมเดลนี้ ออกไปงอกงามที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างประเทศ

14.อะไรก็ได้ที่ใจชอบ แค่ทำให้ดีที่สุด
“ทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่ใจชอบ และพยายามทำให้ดีที่สุด” และ“อย่าพยายามทำตามคนอื่น” เพราะเริ่มจากที่เขาไม่มีอะไรเลย เขามองว่า ไม่จำเป็นต้องตามใคร ถ้าจะทำให้แตกต่างก็ต้องหาสิ่งที่เหนือกว่าและหาจุดต่างให้ได้ หากลองให้คะแนนตัวเอง นับจากวันเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ คุณณกรณ์บอกว่าเขาให้แค่ 7 เต็ม 10 เพราะยังอยากทำงานหนักเหมือนวันแรกที่ทำธุรกิจ

15.ต้องไม่หลงตัวเอง และต้องเป็นเราคนเดิมให้ได้
อันนี้คุณณกรณ์บอกว่าสำคัญมาก ต้องไม่หลงตัวเอง และต้องเป็นเราคนเดิมให้ได้ คนเราต้องคิดสามอย่าง การงาน ครอบครัว และความรัก แต่โมเดลของเขาคือ เน้นเรื่องงานให้เยอะๆ และคิดถึงความสุขของลูกค้าให้มากที่สุด

ได้เห็นแนวคิดของคุณณกรณ์ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจขึ้นมาทันที ผมคิดว่าผู้ประสบความสำเร็จระดับพันล้านส่วนใหญ่พวกเขาจะมีแนวคิดที่มุ่งไปสู่การลงมือทำ พวกเขาไม่รอโอกาสและจับฉวยความคิดที่ได้นั้นมาเปลี่ยนเป็นการพัฒนาธุรกิจในด้านต่าง ๆ ให้เติบโตและประสบความสำเร็จ เส้นทางการเติบโตทางธุรกิจไม่ได้สวยงามราบเรียบแต่ล้วนต้องพบเจออุปสรรคที่ต้องให้แก้ไขอยู่เสมอ แต่หากไม่ถอดใจยืนหยัดในแนวคิด ในการทำงาน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามกันทุกคนครับ

พฤติกรรม 10 อย่าง ที่ทำให้ชีวิตคุณ.. ล้มเหลวไม่เป็นท่า!!! อ่านซะ จริงอะป่าว???
15/06/2016

พฤติกรรม 10 อย่าง ที่ทำให้ชีวิตคุณ.. ล้มเหลวไม่เป็นท่า!!! อ่านซะ จริงอะป่าว???

:: คำโกหก 7 ข้อที่ฉุดคุณไว้จากความสำเร็จ :: - ฉันไม่เข้มแข็งพอที่จะไปถึงความสำเร็จการสูญเสียความมั่นใจของคุณ ความไม่เชื่...
13/06/2016

:: คำโกหก 7 ข้อที่ฉุดคุณไว้จากความสำเร็จ ::
- ฉันไม่เข้มแข็งพอที่จะไปถึงความสำเร็จ
การสูญเสียความมั่นใจของคุณ ความไม่เชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถที่มี คือสาเหตุที่ทำให้คุณสูญเสียโอกาสที่จะตามความฝัน และในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณบอกตัวเองว่าคุณถูกลิขิตมาให้ประสบความสำเร็จ คุณก็สามารถลงมือทำมันได้ สิ่งที่แบ่งระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเหลว คือคนที่ประสบความสำเร็จจะเชื่อมั่นในตัวเองและไม่กลัวความล้มเหลว พวกเขารู้ว่าความพยายามจะพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จได้
แค่เชื่อมั่นในตัวเอง
- ฉันไม่กล้าร้องขอ เพราะกลัวถูกปฏิเสธ
คุณอาจจะถูกปฏิเสธในสิ่งที่ต้องการได้มากมายหลายครั้ง แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะมีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณไม่เคยพยายาม คุณก็ล้มเหลวไปแล้ว จงหาความกล้าที่จะร้องขอในสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต เพราะคุณอาจได้รับมันในที่สุด
- ผู้คนจะวิจารณ์ในสิ่งที่ฉันเป็น
ความจริงก็คือ ยังไงก็มีคนที่คอยตัดสินคุณอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จซึ่งชวนให้คนอื่นอิจฉา แต่ทำไมคุณจะต้องสนใจกับความคิดของคนอื่นล่ะ? พวกเขาอาจอิจฉาคุณ อยากทำให้คุณเจ็บปวด อยากให้คุณบาดเจ็บ หรือไม่ชอบคุณเลยซักนิด แต่พวกเขาจะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าคุณเข้าใจว่าคุณไม่สามารถเป็นที่รักของทุกคนได้ เพราะฉะนั้นจงเป็นตัวเองและคนก็จะรักในสิ่งที่คุณเป็น
- ถ้าฉันเชื่อใจคนอื่น พวกเขาจะทรยศฉัน
เราทุกคนรู้ว่าอย่างน้อยก็มีหนึ่งคนที่พร้อมจะทรยศเราเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคนคือคนที่ไม่น่าไว้ใจ พยายามอย่าสงสัยคนอื่นไปทั่ว
ถ้าคุณอยากจะรู้นิสัยที่แท้จริงของใครซักคน การตัดสินพวกเขาไปก่อนจะทำให้คุณมองไม่เห็นภาพที่แท้จริง แน่นอนว่าคุณควรระมัดระวังและ
พยายามไม่เชื่อใจทุกๆคนที่คุณพบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณควรไม่เชื่อใจใครเลย และยิ่งไปกว่านั้น คุณจะค้นพบความสัมพันธ์ที่มีความหมายได้อย่างไร ถ้าคุณไม่เปิดใจ? จงเชื่อใจผู้อื่น แต่ก็ฉลาดพอที่จะรับมือกับคนที่เป็นพิษต่อชีวิตคุณด้วย
- ฉันไม่กล้ารักใครเพราะกลัวอกหัก
ความรักและความเจ็บปวดก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน สองบทเรียนสำคัญของชีวิตที่ควรเรียนรู้ คุณอาจเจ็บปวดเพราะความรักแต่คุณก็จะได้รับความสุขเช่นกัน แต่ถ้าไม่มีความรัก คุณก็จะไม่มีความสุข และมีแต่ความเหงาที่เจ็บปวดเช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าลังเลที่จะตกหลุมรัก
- มันสายเกินไปที่จะตามความฝัน
อาจมีบางช่วงของชีวิตที่คุณรู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุของความรู้สึกบางอย่างเช่น รู้สึกแก่เกินไปที่จะลองบางอย่าง
แต่ความจริงแล้วความเชื่อของคุณต่างหากที่ปิดกั้นคุณ ไม่ใช่อายุ ยิ่งคุณรู้เรื่องนี้เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะเอาชนะปัญหานี้ได้เร็วเท่านั้น ความจริงก็คือ
คุณมีพลังที่จะทำอะไรก็ตามที่คุณต้องการในชีวิต และถ้าคุณไม่รู้สึกพึงพอใจกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ คุณสามารถเปลี่ยนมันให้ดีขึ้นได้
ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการวิ่งไล่ตามความฝัน สิ่งสำคัญคือการลงมือทำต่างหาก
- ฉันไม่มีวันไปถึงเป้าหมาย
ความล้มเหลวไม่ได้แย่อย่างที่คิด เมื่อคุณรู้ว่าความล้มเหลวคือก้อนหินขวางทางที่คุณต้องก้าวไปให้ได้ ถ้าคุณหยุดกลัวที่จะล้มเหลว คุณก็จะแข็งแกร่งขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรทำหลังจากล้มลงคือลุกขึ้นยืนและพยายามอีกครั้ง เพราะทุกๆความล้มเหลวจะพาคุณไปใกล้กับเป้าหมายมากขึ้น
Cr : New Heart New World

มารักษา ศีล อุโบสถ กันค๊า...บ !!!!
09/06/2016

มารักษา ศีล อุโบสถ กันค๊า...บ !!!!

'บางครั้งที่เราขาดโอกาส เพราะเราแค่ยังไม่เอาจริงเท่านั้นแหละ' ..เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องของชายคนนึงที่โคตรเอาจริงในโอ...
09/06/2016

'บางครั้งที่เราขาดโอกาส เพราะเราแค่ยังไม่เอาจริงเท่านั้นแหละ' ..เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องของชายคนนึงที่โคตรเอาจริงในโอกาสที่เขาสร้างขึ้นเอง !!

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักจะบ่นว่า ชีวิตไม่มีโอกาส เดี๋ยวนี้ถึงเรียนสูงจบปริญญาโท ก็หางานดีๆ ทำไม่ได้ ..ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรก็มีคนทำไปแล้ว หรือ ไม่ก็มีบริษัทยักษ์มาแย่งงาน แย่งโอกาส

ยิ่งวันนี้อ่านข่าวโรงงานต่างๆ ทยอยให้พนักงานออก ก็ยิ่งจิตตกหนักเข้าไปอีก
.."อันตัวข้านี้ ร่ำเรียนวิชา ยากลำบากแสนเข็น ทำงานหนักเลือดตากระเด็น แต่ก็เป็นได้แค่อีกคนที่บ่นพึมพรัม!!!"

แต่เดี๋ยวอย่าเพิ่งท้อ ผมมีแนวความคิดของ Jack Ma อยากมาเล่าให้ฟัง ...หลายคนอาจรู้จัก Jack Ma ในฐานะของคนจีนที่รวยที่สุด และรวยเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์จีน แถมเริ่มจากคนยากจนที่ไม่มีเส้นสาย มีอย่างเดียวคือ "เขามีการศึกษา"

สิ่งที่ทำให้ Jack Ma สร้างตัวได้เร็วมากขนาดนี้ คือ 10 ปี รวยติดอันดับโลก ก็คือ "การเข้าใจโอกาสในโลกยุคใหม่"

หลายคนที่บ่นว่าชีวิตไม่มีโอกาส เพราะ เขายังจมอยู่กับการหาโอกาสในยุคก่อน ..ซึ่งบอกเลยว่าไม่ต้องเสียเวลา เพราะ โอกาสในยุคก่อน มันถูกจับจองเรียบร้อย ..สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ กับดัก มันไม่เรียกโอกาส

เดี๋ยวนี้ การเรียนสูง เป็นทั้งกับดักและโอกาส ...ที่ว่าโอกาสคือ ความรู้มันเป็นฐานของทุกอย่าง ทำให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น อ่านเขียนได้ ค้นคว้าข้อมูลเป็น จริงๆ เราต้องการความรู้เบื้องต้นแค่เป็นฐานเท่านั้น

แต่ความรู้ที่เป็นกับดัก ก็คือ "การยึดติดความรู้ที่ร่ำเรียนมา คิดว่าเราจะใช้สิ่งนี้ทำให้เรารวย และหาโอกาสในชีวิตได้" ..ซึ่งไม่ใช่เลย ...โอกาสที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเรียน แต่มันอยู่ที่ความสามารถของเราที่จะต่อยอด หรือ แหกกฏในสิ่งที่เรียน เพื่อที่จะ "แก้ปัญหา และ สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนต่างหาก"

ผมอยากยกตัวอย่างของ Jack Ma ที่เขาสร้างตัวจาก การแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนดังนี้

1. Jack Ma สร้าง Alibaba ให้เป็น ตัวกลางระหว่าง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" ..เป็นการแก้ปัญหาให้คนที่มีเงินน้อย หรือ ไม่มีทุน สามารถเริ่มทำธุรกิจได้ง่ายมากๆ โดยมีคอมเครื่องเดียว หรือ มีมือถือ ก็สามารถเปิดธุรกิจได้แล้ว ..นี่คือโอกาสจากการแก้ปัญหาการเริ่มธุรกิจซึ่งเดิมที่ยุ่งยากและใช้เงินทุนสูง ให้ทำได้ง่ายและทุกคนสามารถเปิดธุรกิจได้ง่าย ..ไม่แปลกที่ Alibaba เติบโตเร็ว เพราะ เขาแก้ปัญหาได้โดนใจคนจีนนั่นเอง

2. Jack Ma สร้าง Alipay คือ เงินออนไลน์ ที่ใช้ซื้อขายสินค้าได้ง่าย โดย Alipay ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อสร้างความมั่นใจให้คนซื้อของออนไลน์ ..โดยผู้ซื้อต้องพอใจสินค้าก่อน จากนั้น Alipay ถึงจะทำการจ่ายเงินให้ผู้ขาย ..อันนี้แก้ปัญหาคนที่ไม่กล้าซื้อขายออนไลน์ให้มีความมั่นใจ และ ซื้อขายได้สะดวกกว่าการโอนเงินปกติ ...ทำให้ Alipay กลายเป็น อีกสกุลเงินใหม่ ที่กำลังท้าทายสกุลเงินอื่นๆ ในโลก ...นี่คือ โอกาสจากการแก้ปัญหาให้คนแค่นั้นเอง

3. วันนี้ Jack Ma ต่อยอด สร้าง AliFinance เพราะ เห็นว่าปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ มีทุนน้อยเลยขยายธุรกิจยาก แถมไม่มีเครคิตกับธนาคาร ...Jack Ma จึงอาศัย ข้อมูลย้อนหลังในการซื้อขายผ่าน Alibaba และ ความน่าเชื่อถือจากลูกค้า มาประเมินเครดิตร้านค้าขนาดย่อยในเว็บ แล้วให้เงินกู้เองเลย ...คือ เมื่อธนาคารแก้ปัญหาปล่อยกู้คนที่ไม่มีเครดิตไม่ได้ แต่ Jack Ma ทำได้ เพราะ เขาอาศัยดูข้อมูลย้อนหลังความน่าเชื่อถือจากการซื้อขายผ่าน Alibaba เรียกได้ว่า เขาได้สร้างโลกธุรกิจขึ้นมาใหม่ในแบบของเขาเอง และวันนี้มันเริ่มเติบโตจนท้าทายธนาคารจริงๆ เข้าแล้ว

นี่คือ ตัวอย่างเพียงส่วนนึง ที่ Jack Ma โชว์ให้เราเห็นว่า

"ธุรกิจ ก็คือ การเข้าใจปัญหาของมนุษย์ จากนั้น ก็เสนอทางแก้ปัญหา" ..นี่คือ หัวใจของธุรกิจ และ นี่ก็คือ การหาโอกาส

ลืมสิ่งที่เคยทำกันมา ...ให้เรามองไปรอบๆ ตัว แล้วเราลองนึกซิว่า ทุกวันนี้มีสินค้าและบริการอะไรที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ถูกใจลูกค้า เช่น อย่าง Taxi ไม่รับคน ก็เจอ UBER จับไปเป็นโอกาส สร้างให้เจ้าของ UBER กลายเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

ปัญหาคือ โอกาส ...อย่าบอกนะ ว่าไม่มี ...คิด แล้ว แก้ปัญหา จัดไป !!

Cr. #ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

http://www.cgap.org/blog/microfinance-e-commerce-big-data-and-china-alibaba-story

รักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ บทความดีๆที่คนทำงานควรอ่านแนวคิดสำหรับพนักงานประจำที่กำลังทำงานถวายชี...
06/06/2016

รักงานได้ แต่อย่ารักบริษัท เพราะบริษัทไม่ได้รักคุณ บทความดีๆที่คนทำงานควรอ่าน

แนวคิดสำหรับพนักงานประจำที่กำลังทำงานถวายชีวิต หามรุ่ง หามค่ำ ให้กับบริษัท ด้วยความรักบริษัทและต้องการความก้าวหน้า แต่ปัญหาคือเมื่อคุณเจ็บป่วย หรือมีปัญหาชีวิตขึ้นมา บริษัทไม่เคยมีหน้าที่ จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณ และพร้อมจะหาคนใหม่มาแทนคุณได้ทันที แต่เป็นครอบครัว คนรัก และเพื่อน ที่จะเข้าช่วยเหลือคุณ ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้คุณรักในงานของคุณได้ แต่อย่ารักบริษัทที่คุณทำมากเกินไป จงแบ่งเวลาและกลับบ้านตรงเวลา อย่าทุ่มเวลาทั้งชีวิตให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุผลเหล่านี้

1. งานเป็นอะไรที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด (Never-ending process) ถึงคุณจะพยายามทำมันให้หมดทั้งคืน พรุ่งนี้คุณก็จะต้องเจอกับงานอื่นๆอีก

2. การเอาใจใส่ลูกค้าที่มีอยู่มากมายของคุณเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัท แต่การเอาใจใส่ครอบครัวและคนรักของคุณ ก็สำคัญมากเช่นกันและมีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

3. เมื่อคุณมีความรัก หรือมีปัญหาชีวิต บริษัท, ท่านประธานกรรมการ, CEO, Director หรือลูกค้าสุดที่รักของคุณ ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือคุณในเรื่องชีวิตส่วนตัว แต่คนที่ช่วยอยู่เสมอคือครอบครัวและเพื่อนๆของเรา

4. ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ลูกค้า และหัวหน้าเท่านั้น แต่การเข้าสังคม พบปะผู้คน พักผ่อน ออกกำลังกาย ก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตเช่นกัน อย่าปล่อยให้ชีวิตของคุณต้องว่างเปล่า บริษัทไม่เคยคิดจะอยู่ข้างคุณ นอกเวลางานอยู่แล้ว

5. บริษัทไม่ได้มองคนที่ทำงานถึงดึกๆทุกคืนว่าเป็นคนขยัน แต่บริษัทจะมองว่าคุณเป็นพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จภายในเวลางานได้

6. ถ้าคุณมีงานเยอะมาก และต้องทำงานดึกๆเป็นประจำเพราะทำไม่ทัน อย่าคิดว่าเป็นเพราะคุณไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะหัวหน้าของคุณต่างหากที่ไร้ความสามารถในการบริหารงาน

พวกเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรครับ ดังนั้นในชีวิตของเราต้องมีอะไรมากกว่าแค่ทำงานให้เสร็จ เพื่อแลกกับเงินเดือนเท่ากันทุกเดือน ไม่ว่าคุณจะทำงานเยอะขึ้นแค่ไหน จะอยู่ดึกแค่ไหน เมื่อถึงวันนึงที่ร่างกายคุณเหนื่อยล้า เจ็บป่วย ไปทำงานไม่ได้ ใครกันแน่ที่อยู่ข้างเรา

ที่มา : share-si
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี 15 แนวคิดทำธุรกิจเจริญ สิริวัฒนภักดี ชื่อนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี มีฉายาที่ผู...
05/06/2016

เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี 15 แนวคิดทำธุรกิจ

เจริญ สิริวัฒนภักดี ชื่อนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี มีฉายาที่ผู้คนตั้งให้ว่าเจ้าพ่อเบียร์ช้างที่ทุกคนคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บ ทำให้หลายคนทราบว่าเจ้าพ่อเบียร์ช้างเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทย น่าทึ่งจริง ๆ ครับ เพราะมีทรัพย์สินโดยประมาณถึง 10,700 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ลองเอาเงินบาทไทยคูณกันเองนะครับ นับเป็นตัวเลขมหาศาลมากเลยทีเดียว อะไรทำให้เขามั่งคั่งร่ำรวยได้ถึงเพียงดี เห็นทีจะต้องมาเจาะลึกกันแล้วครับ และสิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกท่านพิจารณาก็คือหลักคิดหรือหลักการในการดำเนินธุรกิจของท่านเจ้าสัวนั่นเอง ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั่นมาติดตามกันเลยครับ

ปรัชญาแนวความคิดการดำเนินธุรกิจของท่าน เจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี”

1.การสะสมทุนและการรอคอยโอกาส
คำสองคำนี้ที่ท่านเจ้าสัวนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจซึ่งทุกท่านลองนำไปขยายความเข้าใจกันดูนะครับ และอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ “บุญคุณต้องทดแทน” ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจที่ท่านนำมาใช้ เราจะเห็นว่าเส้นทางในการทำธุรกิจของ เจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” นั้นยังมีโอกาสที่จะต่อยอดธุรกิจไปได้อีกยาวไกลเลยครับ

2. มีสี่คำที่เจ้าสัวเจริญแนะนำคือ ความอดทน การเสียสละ ความเงียบและความร่าเริง
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เขาเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือมีความวุ่นวายแค่ไหน เพราะเมื่ออดทนและไม่ย่อท้อแล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จในที่สุด ส่วนการเสียสละถือเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้พ้นภัย ซึ่งการที่รู้จักเสียสละ ก็จะลดการแก่งแย่งแข่งขันไม่มีศัตรู ส่วนคำว่าเงียบ คือความสุขุม มีสติซึ่งทำให้เกิดปัญญา โดยบางคนเชื่อว่าเป็นหนทางนำไปสู่ความเป็นอรหันต์ และสุดท้าย ร่าเริง อันจะทำให้มีจิตใจเบิกบานมีความสุขและ อายุยืน”

3.ทุกสิ่งทุกอย่างมีทางรอดทั้งนั้นแต่ขออย่างเดียวอย่าไปท้อแต่ก็ต้องรู้จักขวนขวาย
ซึ่งคนไทยอยู่เมืองไทยถ้ามีความขยัน หมั่นเพียรและอดทน เริ่มจากเรื่องเล็กขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าหากโอกาสเวลาเราล่วงเลยมาเยอะก็ควรจะอดทนอดกลั้นและสอนลูก สอนหลาน ให้เขาได้มีโอกาส ถ้าสมมติว่าปล่อยปละละเลยอาจทำให้คิดแต่ตัวเองว่าไม่มีโอกาส ซึ่งมันก็จะยิ่งไม่มีโอกาส
4.เราต้องไปหาโอกาสไม่ใช่ให้โอกาสมาหาเราเพราะเมื่อเรารู้จักหาโอกาสแล้วโอกาสก็จะมาหาเราเรื่อย ๆ
ซึ่งการเป็นคนกล้าได้กล้าเสียจะทำให้เกิดการเรียนรู้และมีโอกาสเติบโต ในการทำธุรกิจควรทำทั้งสองด้านคือทั้งทางด้านรุกและด้านรับ จึงสามารถทำธุรกิจเฉพาะที่เน้นธุรกิจผูกขาดได้

5.ท่านเจ้าสัวให้ข้อคิดเรื่องความอดทนไว้ดังนี้ครับถ้าคุณอดทนเพื่อที่จะทำบางสิ่งให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือทำการศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง รู้ลึกให้ถึงแก่น แต่ถ้าหากคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมที่จะมีสูงตามไปด้วยเช่นกัน

6.คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก คิดอยู่เสมอว่าหากคนเราจะรวยได้ก็ต้องทำการค้าเท่านั้น
การเป็นมนุษย์เงินเดือนก็รวยได้ แต่เมื่อไหร่ล่ะ ซึ่งหากทำการค้า ก็อาจทำให้หาทางต่อยอดธุรกิจต่าง ๆ ได้ ดีกว่าเป็นลูกน้องใคร และยังเป็นคนที่ซื้อธุรกิจเพื่อธุรกิจของตนเองจะได้ก้าวหน้าหรือสร้างฐานหรือสร้างผลกำไรมากขึ้น

7.ท่านเจ้าสัวเจริญเน้นเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน
เวลาไปไหนมาไหน การพูดการเจรจา รวมถึงการติดต่องานกับผู้ใดก็จะดีไปหมด ต่อให้มีเงิน มีความ รู้ แต่ไม่มีความอ่อนน้อมก็อาจทำให้อยู่ยากในสังคม จะต้องมีน้ำใจ ไม่ว่าเรื่องการค้าหรือส่วนตัว ช่วยได้ก็ช่วยทันทีไม่รีรอ คนเราไม่จำเป็นที่จะต้องรอการช่วยเหลือจากใครก่อน ซึ่งหากเราสามารถช่วยใครได้ เราก็ช่วย ในเมื่อเรามีน้ำใจกับคนอื่น สักวันสิ่งดีๆ ก็จะกลับมา ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

8.เรื่องนี้หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ การเป็นคนมีวาทศิลป์
เจ้าสัวเจริญบอกว่า เวลาพูดจาเจรจาใด ๆ ให้มีศิลปะ มีกลยุทธ์และรู้จังหวะการเจรา เราจะนิ่งเมื่อเรารู้ว่าต้องนิ่งตอนไหน และเราต้องรู้ว่าควรพูดตอนไหน พูดอะไร ที่จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดหรือผลเสียน้อยที่สุด และเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยมในวงการค้า การเมือง ข้าราชการ เอกชนทุกวงการธุรกิจ

9.เจ้าสัวเจริญเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวยเป็นคนประหยัดใช้เงินเป็นทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ
ท่านเป็นคนมีหัวการค้ามีความคิด มีความขยัน อดทน และใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ รู้จักเรียนรู้และกล้าที่จะเสี่ยง เพราะเป็นคนที่ชอบวางแผน ก่อนจะทำและเมื่อลงมือทำแล้วก็จะมีการแก้แผนต่อเนื่องด้วย

10.ท่านเป็นคนที่มีประสบการณ์ และมักจะนำประสบการณ์ที่ผิดมาเป็นครู
เพื่อใช้ในการบุก สู้แก้เกมต่อไป และเป็นคนที่รุกมากกว่ารับ คู่แข่งจะเกิดก็จะไม่ให้เกิด ตีตายได้ตีเลย เพราะถ้าเราไม่ทำเขา เขาก็อาจจะทำเรา ทุกอย่างย่อมมีการแข่งขัน ถ้ามัวแต่รอดูคู่แข่งว่าจะเอาอย่างไร เราอาจจะช้ากว่าเขาไปหลายก้าว แต่ถ้าเรารู้จักวางแผน และคิดว่ามันเวิร์ก ก็ทำไปเลยอย่ามัวแต่รอ แต่ก็มีความอดทน ทนเพื่อความสำเร็จถึงแม้จะต้องรอเป็นปี นับเป็นอีกหนึ่งความคิดที่น่าคิดมาก ๆ เลยครับ

11.ท่านเป็นคนที่มีหัวนักการตลาด อะไรควรทุ่มเงินซื้อ ก็ซื้อเลยไม่รอช้า
เพราะทุกอย่างมันผ่านมาและผ่านไปเร็วมาก โอกาสดี ไม่ได้มีบ่อย ๆ โดยเป็นคนที่ซื้อของได้ในราคาถูกทำให้มีต้นทุนต่ำ และทำกำไรได้มากกว่า ซึ่งเป็นคนที่มีความคิดดี ทำอะไรจะคิด คิดแล้ว ก็จะสรุปลงมือทำตามขั้นตอน การคิดเร็ว ๆ มักจะทำให้ต้องตัดสินใจเร็ว ในการทำธุรกิจว่าจะเอาหรือไม่เอา เป็นคนที่ใช้ทีมงานน้อยมาก จึงไม่ชักช้า

12.ในสารผู้ก่อตั้งเขียนไว้ว่าว่าการทำธุรกิจจะต้องทำด้วยความอดทน
ขยันหมั่นเพียร และคำนึงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ในระยาว ที่สำคัญต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยการทำธุรกิจที่ดำเนินการอยู่จะต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศชาติ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและครอบครัว เปรียบเหมือนพลเมืองที่ดีคนหนึ่ง นับว่าเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าชื่นชมมาก ๆ ครับ

13.วันที่ยากที่สุดเป็นวันที่อยากเห็นความรวดเร็วและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หมายความว่าในทุกแผนงานนั้น การได้ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบในภาระที่กว้างขึ้น ยิ่งจะทำให้ใจร้อนยิ่งขึ้น และอยากเห็นผลลัพธ์ที่ออกมาเร็ว ๆ นั่นเอง

14.การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยความอดทน ขยันหมั่นเพียร ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ในระยะยาว
จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอธุรกิจต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ครอบครัว ดังเช่นพลเมืองที่ดีคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังรวมถึงการดึงผู้บริหารรุ่นใหม่ ๆ ที่มากด้วยฝีมือ และประสบ การณ์จากทุกสารทิศเข้ามาประกอบส่วนเป็นทีมงานเพื่อรองรับการรุกทางธุรกิจครั้งใหม่ ที่รอคอยการพิสูจน์ความสำเร็จของตัวเองอยู่เบื้องหน้า

15.เมื่อมีรากฐานแข็งแรงก็จะไม่มีสิ่งใดที่จะมาหยุดยั้งการเติบโตได้
เป็นถ้อยความที่สะท้อนหลักแนวคิดพื้นฐานของคุณเจริญและภรรยาได้เป็นอย่างดี ซึ่งตามคติจีนที่ว่า “อดทน-เสียสละ-สุขุม-ร่าเริง” ไม่ได้เป็นเพียงหลักในการดำเนินชีวิตของเจริญและครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นหลักในการบริหารธุรกิจของ TCC Groupด้วย
“คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี” ประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นสู่การเป็นนักธุรกิจแนวหน้าได้อย่างเต็มความภาคภูมิ นอกจากนี้ยังเป็นนักธุรกิจที่รักการขวนขวายอยู่เสมอไม่หยุดอยู่กับที่ และยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนาธุรกิจต่อไป นับเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักธุรกิจหรือผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจได้มากทีเดียว การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ยากเสมอไป แต่จะต้องมีความพยายามและมีแนวทาง แนวคิด และการดำเนินธุรกิจที่ดีและสร้างสรรค์ เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า ผู้ที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจนั้นหากนำแนวทางหลักคิดในการดำเนินธุรกิจของเจ้าสัวจริญ ไปปรับใช้ก็จะช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่ต้องการได้เช่นกันครับ

ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passionในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระแสการ “ลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เรารัก” นั้นมาแรงมากเห็นได้จากชื...
29/05/2016

ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion

ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระแสการ “ลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เรารัก” นั้นมาแรงมาก
เห็นได้จากชื่อปกหนังสือขายดีเช่นการลาออกครั้งสุดท้าย ลาออกซะถ้าอยากรวย งานไม่ประจำทำเงินกว่า ฯลฯ ก็พอจะบอกได้ว่าการ follow your passion นั้นได้กลายเป็น fashion ไปแล้ว
วันนี้เลยขอมาสวนกระแสซักหน่อยนะครับ
ด้วยเหตุผลเดิม คืออยากจะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อไปตามล่าความฝัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้จะมาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You: Why Skills Trump Passion in the Quest for Work You Love ของ Cal Newport ครับ

The Passion Hypothesis – สมมติฐานความหลงใหลสมมติฐานนี้กล่าวไว้ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานที่ทำ คือหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่คุณหลงใหล แล้วจงทำงานที่สอดคล้องกับความหลงใหลนั้น
แต่คาล ผู้เขียนหนังสือ บอกว่าสมมติฐานนี้อาจจะไม่เวิร์คก็ได้
เพราะตอนเราเริ่มทำงาน เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เรารักและหลงใหลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และการได้ทำสิ่งที่หลงใหลนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้เรามีความสุขกับงาน
คนที่เอาแต่ตามหางานที่ตัวเองหลงใหล จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่มีความสุขกับงานที่อยู่ตรงหน้า และเปลี่ยนงานบ่อยเพราะมัวแต่ “ตามหางานที่ใช่”
แต่นั่นไม่ใช่ทางเดียวที่จะมีความสุขกับการทำงานนะครับ
แล้วความสุขจากการทำงานเกิดจากอะไรได้อีกบ้าง?
เคยมีการสำรวจความเห็นของเลขาจำนวนหนึ่ง ว่าพวกเขามีความรู้สึกต่องานเป็นอย่างไรระหว่าง Job, Career และ Calling
สามอย่างนี้คือ “งาน” เหมือนกัน แต่มีความลึกซึ้งไม่เท่ากัน
Job คืองานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงชีพCareer คืองานที่เราเห็นภาพว่าอยากจะเติบโตและก้าวหน้าในทางนี้Calling คืองานที่เรารู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้
ในจำนวนเลขาที่ถูกสำรวจนั้น หนึ่งในสามบอกว่างานตัวเองเป็นเพียง Job หนึ่งในสามบอกว่ารู้สึกเหมือนเป็น Career และไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในสามของคนที่ทำงานเลขาอันดูแสนน่าเบื่อ จะมองว่างานนี้คือ Calling ของตัวเอง
ทราบหรือไม่ครับว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนกลุ่มสุดท้ายมองว่างานเลขาคือ Calling ของตัวเอง?
ปัจจัยหลักคือระยะเวลาที่อยู่กับงานนั้นครับ
โดยนักวิจัยมองว่ายิ่งได้อยู่กับงานนั้นนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำพามาซึ่งอีกสองอย่างคือ ความสามารถในการทำอะไรโดยไม่ต้องให้ใครมากะเกณฑ์ และยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งรู้จัก สนิทสนม และผูกพันกับคนที่ทำงานด้วยมากยิ่งขึ้น
สามสิ่งนี้ – mastery (ความเชี่ยวชาญ), autonomy (การได้ทำงานโดยไม่มีใครมาจ้ำจี้จำไช) และ relatedness (ความรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้าง) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความสุขกับงานไม่แพ้การได้ทำสิ่งที่เรารัก

ลอร่า เป็นนักบัญชีที่หลงใหลโยคะมาก ขนาดลงทุนไปลงเรียนคอร์สโยคะถึงอินเดีย เมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกจากงานบัญชีมาเปิดโยคะสตูดิโอของตัวเอง ซึ่งในช่วงแรกก็ทำได้ดี แต่พอปี 2008 ที่อเมริกามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลอร่าไม่สามารถจะนำพาสตูดิโอให้อยู่รอดได้ เพราะเธอมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสตูดิโอโยคะน้อยมาก สุดท้ายเธอจึงจำต้องปิดสตูดิโอลง และใช้ชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร
สิ่งที่เธอทำให้ไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งๆ ที่เธอทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะว่าเธอมี “ต้นทุนทางวิชาชีพ” ไม่พอ
ต้นทุนทางวิชาชีพ หรือ career capital คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ลอร่าซึ่งมีต้นทุนทางวิชาชีพเรื่องงานบัญชี กลับทิ้งมันไปและเลือกสร้างธุรกิจที่เธอมีไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพเลย (การบริหารจัดการโยคะสตูดิโอ)
สำหรับเด็กไทยรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะออกไปทำธุรกิจของตัวเอง ต้องถามด้วยว่า เรามี career capital หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดจะจ่ายเงินให้เราก็ต่อเมื่อเรามีทักษะหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อตลาด ถ้าเราออกไปทำอะไรเองโดยที่ไม่มีต้นทุนทางความสามารถเลย สินค้าหรือบริการของเราก็จะไม่มีความแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว และไม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจได้
ดังนั้น ก่อนจะลาออกไป follow your passion เราควรจะใช้เวลาในการสะสม career capital บ้าง
แล้วเราจะสะสมต้นทุนทางวิชาชีพได้อย่างไร?
ด้วยการใช้ craftsman mindset ครับ
เวลาเราทำงาน เราสามารถมีทัศนคติกับงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset
passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่
ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?
passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้
craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า
คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสมต้นทุนทางวิชาชีพอย่างจริงจังเสียที
ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานชิ้นนั้นๆ จนกว่าเขาจะเก่งขึ้นซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย
คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อน และย่อมมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน

ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือ So good they can’t ignore you กล่าวถึง แต่เกรงว่าจะทำให้บล็อกนี้เยิ่นเย้อเกินไป เลยจะขอเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ
ประเด็นหลักของบทความนี้ก็คือ การทำตามสิ่งที่รักหรือ follow your passion เป็นเรื่องดี แต่บางทีก็อาจจะเป็นวิธีมองโลกที่จำกัดตัวเองเกินไป และอาจทำให้เราด่วนตัดสินใจเกินไปหน่อย
เพราะการได้ทำสิ่งที่รัก ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะมีความสุขกับงานได้ แต่การรักในสิ่งที่ทำและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางนั้นก็ทำให้เรามีความสุขกัได้เช่นกัน
ดังนั้น ก่อนจะลาออกไปทำสิ่งที่รัก ลองมา “เอาจริง” กับงานที่อยู่ตรงหน้ากันซักตั้งก่อนมั้ย
มาทำตัวเองให้เก่งจนใครๆ ก็ต้องมองมาที่เรา – so good they can’t ignore you
แล้วโอกาสที่เราจะได้ทำในสิ่งที่รัก (แถมยังได้เงินดี) จะวิ่งเข้าหาเราแน่นอน

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/
อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)
ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”
ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ที่อยู่

เวลเนสซิตี้
Suphan Buri
13190

เบอร์โทรศัพท์

0879882788

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WellnessCapitalผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง WellnessCapital:

แชร์