03/04/2023
📌 #การฟอกเงิน คือ #การทำเงินผิดกฎหมายให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย แล้วนำเงินที่ทำให้ถูกกฎหมายนั้นกลับไปหาเจ้าของเงินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือมาตรา 5 (1) (2) แห่ง #พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
📌 #กฎหมายไทย เพิ่มการกระทำอีกอย่างหนึ่งเข้าไปซึ่งแม้จะ #ไม่ใช่การทำเงินผิดฎหมายให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมายก็ตาม แต่ก็ให้ #ถือว่าเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ด้วย ซึ่งก็คือมาตรา 5 (3) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
📌มาตรา 5 (3) บัญญัติว่า ผู้ใด ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินว่าเป็น #ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้น #กระทำความผิดฐานฟอกเงิน
📌จะเห็นว่ามาตรา 5 (3) ไม่ใช่การฟอกเงินโดยตรง เพราะลักษณะของการกระทำนั้น ไม่ได้ทำให้เงินนั้นกลับไปเป็นของเจ้าของเงิน ซึ่งเหตุที่กฎหมายต้องให้ถือว่า การกระทำตาม มาตรา 5 (3) เป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วยนั้นเพราะไม่ต้องการให้มีการนำงินผิดกฎหมายไปใช้หมุนเวียนนั่นเอง แต่เพื่อป้องกันผู้สุจริตหรือคนที่ไม่ทราบ ก็ได้มีเงื่อนไขไว้ว่าโดยรู้ในขณะที่ได้มาฯ ดังนั้น คนที่จะมีความผิด ตาม มาตรา 5 (3) จึงต้อง #รู้ ด้วยว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้น เป็นเงินหรือทรัพย์สินผิดกฎหมาย ซึ่งหมายถึงผิด #กฎหมายมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน #ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีความผิด
📌กฎหมายที่กำหนด #ระวางโทษ ของมาตรา 5 (1) (2) (3) คือมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีหลักว่า ผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
📌ความผิดตามมาตรา 5 (3) เพียงแค่ได้มา หรือ ครอบครอง ก็ #ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำต้อง #นำเงินดังกล่าวไปฟอก เหมือนอย่างมาตรา 5 (1) (2)
📌 #ทนายความ จึงขอยกตัวอย่างเช่น ได้รับเงินจากผู้ที่กระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน แม้จะรับไว้ หรือครอบครองไว้ เพื่อจะนำเงินนั้นไป #บริจาคหรือนำไปทำบุญ ก็ถือว่าผิด ตาม มาตรา 5 (3) แล้วเพราะถือว่าในขณะที่รับไว้นั้น ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการ กระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมาย