22/07/2026
⚠️ “บริษัทประกันไม่เจ๊งหรอก” ประโยคขายของยอดฮิตที่ผิดชัดๆ
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้ขอเขียนเรื่องที่อาจทำให้ตัวแทนประกันบางคนไม่ค่อยสบายใจสักหน่อย แต่นิคกี้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องคุยกันตรงๆ ค่ะ
เพื่อนๆ เคยได้ยินประโยคนี้ไหมคะ “ทำประกันเถอะครับ ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันเจ๊งไม่ได้หรอก มี คปภ. กำกับดูแลอยู่” หรือหนักกว่านั้นคือเอาประกันสะสมทรัพย์ไปเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล แล้วบอกว่า “ปลอดภัยเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนดีกว่า”
นิคกี้ฟังทีไรก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ทุกที เพราะประโยคแบบนี้ข้ามหัวใจสำคัญของโลกการเงินไปเรื่องหนึ่งเต็มๆ นั่นคือ
👉🏻 Counterparty Risk หรือความเสี่ยงที่คู่สัญญาอาจไม่สามารถทำตามสิ่งที่รับปากเราไว้ได้ครบถ้วนและตรงเวลาค่ะ
และที่เจ็บปวดที่สุดคือ เราไม่ต้องเดินทางไปหาตัวอย่างไกลถึงอเมริกาหรือญี่ปุ่นเลยนะคะ เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า กองทุนประกันวินาศภัยยังมีภาระที่ต้องดำเนินการอีกประมาณ 790,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท โดยผู้จัดการกองทุนประเมินว่า หากสภาพคล่องและรายรับยังอยู่ในระดับเดิม อาจต้องใช้เวลาประมาณ 45–50 ปีจึงจะชำระได้ครบทั้งหมดค่ะ
นี่คือเจ้าหนี้จากธุรกิจที่ครั้งหนึ่งหลายคนเคยเชื่อว่า “มี Regulator ดูแล ยังไงก็ได้เงิน” ค่ะ
💡 กรมธรรม์ไม่ใช่เงินสด แต่มันคือสิทธิเรียกร้องระยะยาวจากบริษัทเอกชน
เรามาเริ่มจากพื้นฐานที่สุดกันก่อนค่ะ เวลาเราซื้อประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ หรือประกันบำนาญ สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่เงินสด ไม่ใช่เงินฝาก และไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาล แต่เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาที่บริษัทประกันแห่งหนึ่งรับปากว่าจะจ่ายเงินหรือให้ความคุ้มครองแก่เราในอนาคต
สิทธินี้มีมูลค่าและถือเป็น asset ของผู้ถือกรมธรรม์ได้ค่ะ แต่ความสามารถในการเปลี่ยนสิทธินั้นกลับมาเป็นเงินจริงยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ ระยะเวลาที่เราถือ การเวนคืน และความสามารถของบริษัทในการปฏิบัติตามภาระผูกพัน 👉🏻 เห็นไหมว่ามีเงื่อนไขเยอะพอสมควร
ยิ่งถ้าเป็นสัญญาที่ต้องอยู่กับเรา 20 ปี 30 ปี หรือทั้งชีวิต คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีแค่ว่า “แบบประกันนี้จ่ายผลประโยชน์เท่าไร” แต่ต้องถามด้วยว่า “ใครเป็นคนรับปากจะจ่าย และฐานะของคู่สัญญาแข็งแรงแค่ไหน”
ในภาษาการเงิน นี่คือ Counterparty Exposure ค่ะ มีความคล้ายกับการที่เจ้าหนี้หุ้นกู้ต้องประเมิน Credit Risk ของบริษัทผู้ออกตราสาร แต่ไม่ได้หมายความว่ากรมธรรม์กับหุ้นกู้เหมือนกันทุกอย่างนะคะ กรมธรรม์มีทั้งความคุ้มครองชีวิต ค่าใช้จ่าย สิทธิในการเวนคืน เงินสำรอง และกลไกคุ้มครองตามกฎหมายที่แตกต่างจากหุ้นกู้ เพียงแต่หัวใจร่วมกันคือ ถ้าบริษัทคู่สัญญามีปัญหาทางการเงิน สิทธิของเราก็อาจได้รับผลกระทบค่ะ
หุ้นกู้บางฉบับอาจมี Credit Rating ให้ดู ขณะที่บริษัทประกันมีข้อมูลอย่าง Capital Adequacy Ratio หรือ CAR งบการเงิน และรายงานฐานะทางการเงินให้ศึกษา แต่ไม่ว่าตัวเลขใดก็เป็นเพียงภาพของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ใบรับรองว่าบริษัทจะไม่มีวันประสบปัญหาในอนาคตค่ะ
นิคกี้ไม่ได้กำลังบอกว่าบริษัทประกันไทยจะล้มพรุ่งนี้นะคะ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีฐานะเงินกองทุนแข็งแรง มีพอร์ตลงทุนคุณภาพดี และบริหาร Asset-Liability Matching อย่างเป็นระบบจริงๆ
👉🏻 แต่ระหว่างคำว่า “ความเสี่ยงต่ำ” กับ “ไม่มีความเสี่ยง” มันคือคนละประโยคกันค่ะ
และการนำสองประโยคนี้มาปนกันคือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดทางการเงินมานักต่อนักแล้ว
🇹🇭 “เจอ จ่าย จบ” Tail Risk ที่ไม่ต้องเปิดตำรา เพราะมันเพิ่งเกิดในบ้านเรา
ใครที่ยังเชื่อว่าบริษัทประกันไทยเจ๊งไม่ได้ นิคกี้อยากให้ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ระหว่างปี 2564–2567 ค่ะ
วิกฤตค่าสินไหมจากประกันโควิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แบบ “เจอ จ่าย จบ” กลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันวินาศภัยหลายแห่ง ก่อนนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ เอเชียประกันภัย 1950 เดอะวันประกันภัย ไทยประกันภัย อาคเนย์ประกันภัย และสินมั่นคงประกันภัย
แน่นอนค่ะ การบอกว่าทุกบริษัทล้มเพราะประกันโควิดเพียงสาเหตุเดียวคงไม่ครบถ้วน เพราะในคำสั่งเพิกถอนยังมีปัญหาเรื่องหนี้สินเกินทรัพย์สิน เงินสำรองไม่เพียงพอ สินทรัพย์หนุนหลัง สภาพคล่อง อัตราส่วนเงินกองทุน และความสามารถในการจ่ายค่าสินไหมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสินไหมโควิดคือ Tail Event สำคัญที่ทำให้จุดอ่อนเหล่านั้นระเบิดออกมาพร้อมกันค่ะ
แม้แต่สินมั่นคงประกันภัย บริษัทที่เปิดดำเนินการมานานกว่า 70 ปีและมีพอร์ตประกันรถยนต์ขนาดใหญ่ ก็ไปต่อไม่ไหว เมื่อถูกเพิกถอนใบอนุญาตในเดือนกรกฎาคม 2567 บริษัทมีหนี้สินสูงกว่าทรัพย์สินกว่า 33,000 ล้านบาท และมีสินไหมค้างจ่ายหลายแสนเคลม โดยส่วนใหญ่เป็นสินไหมประกันโควิดค่ะ
แล้วผู้เอาประกันได้รับเงินหรือยังคะ
นี่แหละค่ะคือส่วนที่เจ็บที่สุดของเรื่องนี้ เพราะเมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต กระบวนการไม่ได้ง่ายแบบ “หนี้ทั้งหมดถูกโยนให้กองทุน แล้วกองทุนจ่ายทันที” แต่ต้องมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ตรวจสอบมูลหนี้ นำหลักทรัพย์ประกัน เงินสำรอง และทรัพย์สินของบริษัทมาเฉลี่ยชำระ ก่อนที่กองทุนจะเข้ามาชำระแทนภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จากภาระเดิมประมาณ 9 แสนกว่าราย มูลค่าราว 80,000 ล้านบาท กองทุนจ่ายไปแล้วประมาณ 1.4 แสนราย รวมกว่า 9,000 ล้านบาท และยังเหลือภาระประมาณ 790,000 ราย มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาทค่ะ
ถ้ารายรับและสภาพคล่องไม่เปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนประเมินว่าอาจต้องใช้เวลา 45–50 ปีจึงจะจัดการภาระทั้งหมดได้ครบ ลองคิดเป็นภาพทางคณิตศาสตร์ดูนะคะ คนที่ยื่นเคลมตอนอายุ 40 หากอยู่ในส่วนของภาระที่ใช้เวลานานที่สุดจริง ก็อาจมีอายุเกือบ 90 ปีเมื่อกระบวนการทั้งหมดสิ้นสุดลง
นิคกี้ย้ำว่าตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่ากองทุนยืนยันว่าทุกคนต้องรอตามลำดับนานขนาดนั้นนะคะ แต่มันทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง “มีสิทธิตามกฎหมาย” กับ “ได้รับเงินจริงในเวลาที่เงินนั้นยังมีความหมายต่อชีวิต” ได้ชัดมากค่ะ
บางคนอาจแย้งว่า “นั่นมันประกันวินาศภัย ประกันชีวิตไม่เหมือนกัน” ซึ่งถูกต้องค่ะ โครงสร้างธุรกิจ ระยะเวลาหนี้สิน เงินสำรอง และกองทุนคุ้มครองของสองฝั่งแยกจากกัน เราจึงไม่สามารถนำความเสียหายของประกันโควิดไปสรุปว่าบริษัทประกันชีวิตไทยมีโอกาสล้มเท่ากันได้
แต่ประเด็นเชิงหลักการยังเหมือนกันค่ะ นั่นคือเหตุการณ์ที่อยู่นอกสมมติฐานเดิมของบริษัทสามารถทำลายเงินกองทุนและสภาพคล่องได้รวดเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด การมี RBC มีเงินสำรอง และมี Regulator กำกับช่วยลดความเสี่ยงได้จริง แต่ไม่สามารถลบ Tail Risk ออกจากโลกใบนี้ได้ค่ะ
🇺🇸 AIG บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังเกือบไปไม่รอด
ถ้าจะมีบริษัทประกันสักแห่งที่โลกเคยมองว่าแข็งแรงจนแทบแตะต้องไม่ได้ ชื่อของ AIG ในอดีตย่อมอยู่ในลำดับต้นๆ ค่ะ
AIG เคยได้รับ Credit Rating ระดับ AAA แต่ต้องเขียนให้ถูกตามลำดับเวลาว่า บริษัทสูญเสีย Rating ระดับ AAA ไปตั้งแต่ปี 2005 และถูกลด Rating เพิ่มเติมเมื่อฐานะการเงินทรุดลงในปี 2008 ไม่ใช่ว่า AIG ยังถือ AAA อยู่ในวันที่วิกฤตปะทุค่ะ
ในเดือนกันยายน 2008 AIG ซึ่งขณะนั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มประกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผชิญแรงเรียกหลักประกันจำนวนมหาศาลจากธุรกรรม Credit Default Swap ของ AIG Financial Products พร้อมกับปัญหาจากธุรกรรม Securities Lending ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องเฉียบพลันและอยู่บนขอบเหวของการล้มละลาย
จุดนี้ต้องแยกให้ชัดด้วยนะคะว่า วิกฤตไม่ได้เกิดจากการรับประกันชีวิตแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกิจกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนของบริษัทในเครือ ซึ่งมีความเสี่ยงแตกต่างจากธุรกิจประกันปกติอย่างมาก
สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐและ Federal Reserve ต้องจัดวงเงินความช่วยเหลือรวมสูงสุดประมาณ 1.823 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ AIG ล้มแบบไร้ระเบียบและลากระบบการเงินทั้งโลกลงไปด้วยกัน ภายหลังรัฐบาลสามารถเรียกคืนเงินช่วยเหลือทั้งหมดพร้อมผลตอบแทนสุทธิได้ แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผู้เสียภาษีขาดทุนหรือกำไรค่ะ
ประเด็นสำคัญคือ AIG รอดเพราะภาครัฐตัดสินใจเข้าแทรกแซงภายใต้สถานการณ์วิกฤต ไม่ใช่เพราะโมเดลธุรกิจประกันมีเกราะวิเศษ และการที่รัฐบาลจะช่วยหรือไม่ช่วยก็ไม่ใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้ถือกรมธรรม์สามารถเรียกร้องได้ล่วงหน้าค่ะ
ก่อนหน้านั้นในปี 1991 สหรัฐก็มีกรณี Executive Life บริษัทประกันชีวิตขนาดใหญ่ที่ล้มหลังลงทุนอย่างหนักใน Junk Bond ผู้รับเงินบำนาญประมาณ 44,000 รายเคยได้รับเงินรายเดือนเพียง 70% เป็นเวลาเกือบ 13 เดือน ก่อนจะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในบางรัฐ ขณะที่ผู้ถือสัญญาบางส่วนยังเสี่ยงสูญเสียผลประโยชน์เพราะวงเงินเกินระบบคุ้มครองหรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีกลไกรองรับครบถ้วน
นี่ต่างหากค่ะคือบทเรียนที่ตรงกับผู้ซื้อ Annuity และกรมธรรม์ระยะยาวมากกว่า เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ต่อให้สัญญาเขียนตัวเลขไว้ชัดเพียงใด ความสามารถในการทำตามสัญญาก็ยังผูกอยู่กับฐานะของบริษัทและประสิทธิภาพของระบบ Resolution ในวันที่บริษัทมีปัญหาอยู่ดีค่ะ
🇯🇵 ญี่ปุ่นสอนโลก บริษัทล้มแล้วกรมธรรม์อาจไม่หาย แต่เงื่อนไขอาจเปลี่ยน
เคสที่นิคกี้คิดว่าคนซื้อประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญระยะยาวควรรู้ที่สุดกลับไม่ใช่อเมริกา แต่คือญี่ปุ่นค่ะ
ระหว่างปี 1997–2001 ญี่ปุ่นมีบริษัทประกันชีวิตล้มต่อเนื่องกัน 7 แห่ง เริ่มจาก Nissan Mutual Life ตามด้วย Toho, Daihyaku, Taisho, Chiyoda, Kyoei และ Tokyo Life ก่อนที่ Yamato Life จะล้มเพิ่มเติมในปี 2008
ปัจจัยสำคัญของหลายบริษัทคือ Negative Spread ค่ะ บริษัทเคยขายกรมธรรม์ที่คำนวณผลประโยชน์บน Assumed Interest Rate สูงในยุคที่ดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุนสูง แต่เมื่อดอกเบี้ยลดลงยาวนาน บริษัทไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ได้เพียงพอกับต้นทุนที่รับปากไว้ หนี้สินของบริษัทจึงให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลังอยู่เรื่อยๆ
แต่จะโทษ Negative Spread อย่างเดียวก็ไม่ครบค่ะ เพราะแต่ละบริษัทยังมีปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ เงินทุน ต้นทุนการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงแตกต่างกันไป
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Tokyo Life เคยรายงาน Solvency Margin Ratio สูงถึง 446.7% ณ เดือนมีนาคม 2000 ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูในเดือนมีนาคม 2001 กลายเป็นบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นที่ล้มเป็นรายที่ 7 ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า Solvency Ratio ไม่มีประโยชน์นะคะ แต่มันย้ำว่าตัวเลขหนึ่งจุดในเวลาไม่ใช่คำทำนายอนาคต และคุณภาพของสินทรัพย์ สมมติฐานที่ใช้คำนวณ รวมถึงความเร็วของเงินไหลออกมีความสำคัญไม่แพ้กันค่ะ
แล้วผู้ถือกรมธรรม์ญี่ปุ่นเจออะไรบ้าง
ส่วนใหญ่กรมธรรม์ไม่ได้หายวับไปพร้อมบริษัทค่ะ ระบบคุ้มครองของญี่ปุ่นช่วยให้มีการโอนสัญญาหรือฟื้นฟูกิจการ โดยหลักทั่วไปคุ้มครอง Policy Reserve ประมาณ 90% แต่เงื่อนไขบางส่วนของสัญญาสามารถถูกแก้ได้ เช่น การลด Assumed Interest Rate การลดเงินสำรองบางส่วน หรือการกำหนด Early-surrender Charge เพื่อป้องกันคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น แผนฟื้นฟูของ Taisho Life ปรับ Assumed Interest Rate ลงเหลือ 1% พร้อมกำหนดค่าหักกรณีเวนคืนก่อนกำหนด ส่วนกรณี Yamato Life ใช้กรอบคุ้มครอง 90% ของ Policy Reserve และลด Guaranteed Yield ลง 1 percentage point ค่ะ
ดังนั้นไม่ควรเหมารวมว่าทุกคนตื่นมาแล้วผลตอบแทนจาก 4–5% เหลือ 1–2% พร้อมกัน แต่แก่นของเรื่องยังชัดเจนมากค่ะ นั่นคือเมื่อบริษัทประกันเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ตัวเลขที่เราเคยคิดว่า “การันตี” อาจถูกปรับภายใต้กฎหมาย Resolution ได้ และผลกระทบของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับแบบประกัน อายุสัญญา ระยะเวลาที่เหลือ และเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูค่ะ
ฝั่งอังกฤษก็มีกรณี Equitable Life บริษัทประกันชีวิตแบบ Mutual ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1762 บริษัทไม่ได้ล้มละลาย แต่ต้องปิดรับธุรกิจใหม่ในเดือนธันวาคม 2000 หลังภาระจาก Guaranteed Annuity Rate และคำตัดสินของ House of Lords ทำให้ฐานะเงินกองทุนตึงตัวอย่างหนัก
Equitable Life ยังจ่ายผลประโยชน์ตามสัญญาเดิมต่อไป แต่ Bonus และมูลค่ากรมธรรม์ของผู้ถือจำนวนมากได้รับผลกระทบ กรณีนี้จึงสอนเราว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องหายไปจากโลกก่อนที่ผู้ถือกรมธรรม์จะเสียหายค่ะ แค่ผลตอบแทนส่วนที่ไม่รับประกันลดลง มูลค่ากรมธรรม์ถูกปรับ หรือสภาพคล่องถูกจำกัด ผลลัพธ์ทางการเงินของเราก็เปลี่ยนไปจากที่เคยคาดหวังแล้ว
และในปี 2023 อิตาลีก็มีกรณี Eurovita บริษัทประกันชีวิตขนาดกลางที่เผชิญทั้งปัญหาการบริหารความเสี่ยง เงินทุนจำกัด ผู้ถือหุ้นไม่เติมทุน การคำนวณฐานะเงินกองทุนที่มีข้อบกพร่อง ตลอดจนแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นและการเร่งเวนคืนของลูกค้า จนถูกถอนใบอนุญาตและเข้าสู่ Compulsory Administrative Liquidation
อย่างไรก็ดี กรณี Eurovita ต้องเล่าให้ครบค่ะ เพราะพอร์ตกรมธรรม์ทั้งหมดถูกโอนไปยัง Cronos Vita โดยไม่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา และภายหลังถูกกระจายต่อไปยังบริษัทประกันขนาดใหญ่ 5 แห่ง ทำให้สิทธิของผู้ถือกรมธรรม์ได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน
Eurovita จึงไม่ได้พิสูจน์ว่าดอกเบี้ยขึ้นแล้วผู้ถือกรมธรรม์ต้องเสียเงินเสมอไป แต่มันพิสูจน์ว่า Rising-rate Shock สามารถสร้างทั้ง Unrealised Loss, Surrender Risk และ Liquidity Stress ให้บริษัทประกันชีวิตได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นด้วยว่า หากระบบ Resolution ออกแบบดีและมีผู้รับโอนที่แข็งแรง ผู้ถือกรมธรรม์ก็อาจผ่านวิกฤตไปได้โดยไม่ถูกลดสิทธิค่ะ
🏦 ตาข่ายรองรับมีจริง แต่ต้องเข้าใจว่ามันรองรับอย่างไร
ตัวแทนหลายคนพอถูกถามเรื่องบริษัทล้มก็จะตอบว่า “ไม่ต้องห่วง มีกองทุนคุ้มครองอยู่” ซึ่งเป็นคำตอบที่จริง แต่ยังไม่ครบค่ะ
ประเทศไทยมีกองทุนประกันชีวิตและกองทุนประกันวินาศภัยเป็นคนละนิติบุคคล มีฐานะการเงิน ภาระหนี้ และกลไกดำเนินงานแยกจากกัน ไม่ควรนำสถานการณ์ของกองทุนหนึ่งไปสรุปตรงๆ ว่าอีกกองทุนกำลังมีปัญหาแบบเดียวกัน
สำหรับประกันชีวิต หากบริษัทยังไม่สามารถโอนกรมธรรม์ไปยังผู้รับประกันรายใหม่ได้ และบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ชำระบัญชีจะนำหลักทรัพย์ประกัน เงินสำรอง และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาชำระหนี้ตามกระบวนการก่อน จากนั้นกองทุนประกันชีวิตจึงชำระแทนภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย
เพดานปกติคือ จำนวนเงินที่เจ้าหนี้ได้รับจากกองทุน เมื่อรวมกับจำนวนที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีแล้ว ต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยหากสัญญายังไม่ครบกำหนด โดยทั่วไปมูลหนี้ที่กองทุนพิจารณาจะอิงมูลค่าเวนคืน เว้นแต่มีบริษัทประกันรายอื่นรับโอนกรมธรรม์ไปค่ะ
สมมติเพื่อนๆ มีกรมธรรม์สะสมทรัพย์ที่มีมูลค่าเวนคืน 5 ล้านบาทกับบริษัทเดียว หากบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต สิ่งที่กฎหมายคุ้มครองผ่านเงินจากผู้ชำระบัญชีและกองทุนภายใต้เพดานปกติจะรวมกันไม่เกิน 1 ล้านบาท
ส่วนสิทธิที่เกินจากนั้นไม่ได้หายไปทันทีนะคะ เรายังมีสิทธิเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของบริษัท แต่จะได้รับเท่าไรและเมื่อไรขึ้นอยู่กับทรัพย์สินที่เหลือและกระบวนการชำระบัญชีค่ะ
👉🏻 นี่ต่างจากความเข้าใจง่ายๆ ว่า “มีกองทุนแปลว่าได้เงินเต็มจำนวนทันที” อย่างมาก
และอย่าลืมด้วยนะคะว่า ระบบคุ้มครองเงินฝากกับกองทุนประกันภัยไม่ได้ทำงานเหมือนกันทุกด้าน แม้วงเงินที่คนคุ้นตาจะอยู่ที่ 1 ล้านบาทเหมือนกัน แต่สถาบันคุ้มครองเงินฝากคำนวณวงเงินต่อหนึ่งรายผู้ฝากต่อหนึ่งสถาบันการเงิน และมีกระบวนการจ่ายที่ถูกออกแบบให้รวดเร็วกว่ากระบวนการตรวจมูลหนี้และชำระบัญชีของบริษัทประกัน
บทเรียนจากกองทุนประกันวินาศภัยจึงไม่ได้แปลว่ากองทุนประกันชีวิตจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีเหมือนกัน แต่ทำให้เราเห็นหลักการสำคัญว่า “สิทธิที่จะได้รับเงิน” กับ “สภาพคล่องที่พร้อมจ่ายในเวลานั้น” เป็นคนละเรื่องกันค่ะ
กองทุนคุ้มครองมีประโยชน์มากและจำเป็นต่อระบบ แต่ไม่ใช่เครื่องพิมพ์เงิน และไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการบอกลูกค้าว่า Counterparty Risk ไม่มีอยู่จริงค่ะ
📊 แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาลยังเหนือกว่าในมิติ Counterparty Risk
ทีนี้มาถึงหัวใจของบทความค่ะ เวลาตัวแทนนำประกันสะสมทรัพย์ไปเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลแล้วบอกว่า “ปลอดภัยพอกัน แต่ประกันให้ผลตอบแทนดีกว่า” นิคกี้อยากให้เราถามกลับก่อนเลยว่า คู่สัญญาของเราคือใคร และเรากำลังเปรียบเทียบความปลอดภัยในมิติไหน
ฝั่งพันธบัตรรัฐบาลไทย คู่สัญญาคือรัฐบาลไทยและกระทรวงการคลัง ภาระหนี้เป็นเงินบาท รัฐบาลมีรายได้จากภาษี มีความสามารถในการบริหารหนี้และออกตราสารใหม่ และมีฐานทรัพยากรของประเทศรองรับ ความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่ชำระหนี้จึงต่ำกว่าความเสี่ยงของบริษัทเอกชนอย่างมีนัยสำคัญค่ะ
แต่นิคกี้ไม่ได้กำลังบอกว่าพันธบัตรรัฐบาลเป็นของวิเศษที่ไม่มีความเสี่ยงนะคะ Sovereign Default ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แม้หนี้จะออกเป็นสกุลเงินของตนเอง และความสามารถในการออกเงินก็ไม่ได้เท่ากับคำค้ำประกันตามสัญญาจากธนาคารกลาง หากรัฐบาลใช้การสร้างสภาพคล่องมากเกินไป ความเสี่ยงบางส่วนอาจแสดงออกผ่านเงินเฟ้อและค่าเงินแทนการผิดนัดโดยตรงค่ะ
ดังนั้นคำที่แม่นที่สุดคือ พันธบัตรรัฐบาลไทยเป็น Benchmark ของสินทรัพย์เงินบาทที่มี Credit Risk ต่ำมาก ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงทุกชนิด
พันธบัตรรัฐบาลยังมี Duration Risk หากดอกเบี้ยขึ้นแล้วเราจำเป็นต้องขายก่อนครบกำหนด ราคาตลาดอาจลดลง และยังมี Inflation Risk ที่เงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทนที่แท้จริง แต่ถ้าเราถือจนถึงวันไถ่ถอนและรัฐบาลไม่ผิดนัด เราจะได้รับเงินต้นตามเงื่อนไขของตราสารค่ะ
กรมธรรม์สะสมทรัพย์ก็มี Inflation Risk และ Interest-rate Risk เช่นกัน แต่กลไกไม่เหมือนพันธบัตร เพราะกรมธรรม์ทั่วไปไม่มีราคาตลาดที่ซื้อขายทุกวัน ความเสี่ยงจะแสดงออกผ่าน Opportunity Cost มูลค่าเวนคืนที่ต่ำในช่วงต้น การล็อกเงิน และการขาดสภาพคล่องมากกว่า
ส่วน Counterparty Risk ฝั่งกรมธรรม์คือความเสี่ยงของบริษัทประกันเอกชน ซึ่งมีงบดุล มีส่วนทุนจำกัด และสามารถถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้จริง แม้จะมีระบบเงินสำรอง การกำกับดูแล และกองทุนคุ้มครองช่วยลดความเสียหายอยู่ก็ตามค่ะ
ดังนั้นในมิติ Credit Risk การบอกว่าประกันสะสมทรัพย์ปลอดภัย “เท่ากับ” พันธบัตรรัฐบาลจึงไม่ถูกต้องตั้งแต่โครงสร้าง แต่ก็ไม่ควรกระโดดไปสรุปต่อว่า ถ้าประกันให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่วนต่างทั้งหมดคือค่าจ้างจาก Counterparty Risk นะคะ เพราะผลตอบแทนของกรมธรรม์ยังประกอบด้วยความคุ้มครองชีวิต ค่าใช้จ่ายการขาย ภาษี Embedded Options ระยะเวลาชำระเบี้ย ผลประโยชน์ที่รับประกันและไม่รับประกัน รวมถึงผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุนของบริษัทด้วย
ถ้าจะเปรียบเทียบกันอย่างเป็นธรรม เราต้องคำนวณ Guaranteed IRR ของกรมธรรม์ แยก Bonus หรือเงินปันผลที่ไม่รับประกันออก แล้วนำไปเทียบกับ Yield to Maturity หลังภาษีของพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุใกล้กัน พร้อมตีมูลค่าความคุ้มครองชีวิตและข้อจำกัดด้านสภาพคล่องเข้าไปด้วยค่ะ
ไม่ใช่เห็นตัวเลขผลประโยชน์รวมแล้วหารด้วยเบี้ย หรือเห็นคำว่า “รับเงินคืนทุกปี” แล้วสรุปว่าผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรทันที เพราะโลกการเงินไม่ได้แจกของฟรี แต่โลกการเงินก็ไม่ได้มี Risk Premium เพียงชนิดเดียวเช่นกันค่ะ
🤔 แล้วทำไมประโยค “บริษัทเจ๊งไม่ได้” จึงยังถูกพูดอยู่
นิคกี้ไม่ได้อยากวาดภาพว่าตัวแทนทุกคนตั้งใจหลอกนะคะ ตัวแทนดีๆ ที่อธิบายทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมามีอยู่จริงและมีจำนวนมากด้วย
แต่เราต้องยอมรับว่าโครงสร้างรายได้ที่ผูกกับยอดขาย และค่าคอมมิชชั่นที่มัก Front-loaded ในช่วงต้น สามารถสร้าง Incentive ให้กระบวนการขายให้น้ำหนักกับการปิดข้อกังวลของลูกค้ามากกว่าการเปิดประเด็นใหม่ที่อาจทำให้การตัดสินใจยากขึ้นค่ะ
ประโยคอย่าง “มี คปภ. ดูแล บริษัทเจ๊งไม่ได้” จึงเป็นประโยคที่ช่วยปิดการขายได้ง่าย เพราะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าความเสี่ยงหายไปแล้ว ทั้งที่คำอธิบายที่ถูกต้องควรเป็นว่า บริษัทประกันอยู่ภายใต้การกำกับ มีเงินสำรอง มีเกณฑ์เงินกองทุน และมีกลไกคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์ ซึ่งทั้งหมดช่วยลดความเสี่ยงอย่างมาก แต่ไม่สามารถรับประกันว่าบริษัทจะไม่มีวันประสบปัญหาหรือว่าผู้ถือกรมธรรม์จะได้รับเงินครบถ้วนทันทีในทุกสถานการณ์ค่ะ
👉🏻 ตัวแทนไม่ได้จำเป็นต้องเป็น Credit Analyst ทุกคน แต่ถ้าจะใช้คำว่า “ปลอดภัย” ในการขายผลิตภัณฑ์ที่ผูกเงินลูกค้านานหลายสิบปี ก็ควรอธิบายอย่างน้อยว่าบริษัทคู่สัญญาคือใคร มี CAR เท่าไร ตัวเลขเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผลประโยชน์ส่วนใดรับประกัน ส่วนใดไม่รับประกัน และหากบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต สิทธิของลูกค้าจะเข้าสู่กระบวนการใดค่ะ
นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่าคนขายทุกคนไม่ดี แต่คือการยอมรับว่า Incentive Design มีผลต่อข้อมูลที่ลูกค้าได้รับ และผู้บริโภคควรรู้ว่าคำถามอะไรที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญาค่ะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
นิคกี้อยากย้ำชัดๆ ว่าบทความนี้ไม่ได้ต่อต้านการทำประกันนะคะ ตรงกันข้ามเลยค่ะ นิคกี้มองว่าประกันเป็นหนึ่งในเครื่องมือโอนความเสี่ยงที่ดีที่สุดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา
ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองสำหรับคนที่มีครอบครัวหรือภาระหนี้ ประกันสุขภาพที่ออกแบบเหมาะกับกำลังจ่าย และประกันบำนาญสำหรับคนที่ต้องการจัดการ Longevity Risk ล้วนมีบทบาทที่สำคัญมากค่ะ ส่วนประกันสะสมทรัพย์ก็เป็นผลิตภัณฑ์ Hybrid ที่รวมความคุ้มครองกับการออมแบบมีวินัย และอาจเหมาะกับคนบางกลุ่มจริง
สิ่งที่นิคกี้ต่อต้านไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือการขายกรมธรรม์ในฐานะสินทรัพย์ที่ “ปลอดความเสี่ยง” หรือการบอกว่ามันปลอดภัยเท่าพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่อธิบายความแตกต่างของคู่สัญญา สภาพคล่อง และกลไกคุ้มครองค่ะ
กรมธรรม์ระยะยาวมี Corporate Credit Exposure แฝงอยู่ ผู้ซื้อจึงควรดูมากกว่าชื่อเสียงหรือขนาดบริษัท ต้องดูฐานะการเงิน แนวโน้ม CAR คุณภาพสินทรัพย์ ผลการดำเนินงาน การบริหาร Asset-Liability Matching และไม่กระจุกภาระทางการเงินระยะยาวทั้งหมดไว้กับคู่สัญญารายเดียวโดยไม่จำเป็น
สำหรับเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินก้อนที่พลาดไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือสภาพคล่องและ Maturity Matching ค่ะ
เงินฝากที่อยู่ภายในวงเงินคุ้มครองหรือเครื่องมือรัฐบาลอายุสั้นอาจเหมาะกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวที่ต้องขายก่อนกำหนด เพราะแม้ Credit Risk ต่ำ แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้นแล้วเราต้องขาย ราคาก็ขาดทุนได้เหมือนกัน
ส่วนพันธบัตรรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงเครดิตต่ำได้ดีที่สุดเมื่อเราถือถึงกำหนด และวันไถ่ถอนตรงกับวันที่ต้องใช้เงินค่ะ
ก่อนจากกันวันนี้ นิคกี้ขอฝากคำถามให้เอาไปถามตัวแทนของทุกคนดูนะคะ
👉🏻 ถ้าบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต มูลหนี้ของกรมธรรม์ฉบับนี้จะคำนวณจากอะไร เงินที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีกับกองทุนรวมกันคุ้มครองเท่าไร ส่วนที่เกินต้องเรียกร้องจากที่ไหน และไม่มีใครสามารถรับประกันระยะเวลารอได้ใช่ไหม
ถ้าตัวแทนอธิบายกลไกได้ครบ แยกกองทุนประกันชีวิตออกจากกองทุนประกันวินาศภัยได้ และไม่ใช้คำว่า “ไม่มีทางเกิด” แปลว่าเราเจอตัวแทนมืออาชีพที่เข้าใจทั้งผลิตภัณฑ์และความรับผิดชอบต่อเงินระยะยาวของลูกค้าค่ะ
แต่ถ้าคำตอบยังเป็นเพียง “ไม่ต้องคิดเรื่องนั้นหรอกครับ บริษัทประกันเจ๊งไม่ได้” ก็อย่าลืมนะคะว่า วันนี้มีเจ้าหนี้ประกันภัยประมาณ 790,000 รายที่กำลังรอให้สิทธิตามสัญญากลายเป็นเงินจริงอยู่ และครั้งหนึ่งหลายคนก็คงเคยคิดเหมือนกันว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีทางเกิดในประเทศไทยค่ะ