26/02/2015
พระกรุเมืองสยาม ตอนที่ 5 (พระเนื้อชินเขียว)
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ กรมราชฑัณฑ์กระทรวงนครบาล ได้ลงโทษประหารชีวิตนายบุญเพ็ง (บุญเพ็ง หีบเหล็ก) ด้วยวิธีการกุดหัว (ตัดศรีษะ) เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๒ สถานที่ประหารชีวิตนายบุญเพ็ง คือลานวัดภาษี เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (นายบุญเพ็งเป็นนักโทษคนสุดท้ายในสยาม ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการกุดหัว)...ข้อมูลประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการลงถูกบันทึกไว้เพียงเท่านี้ เชื่อว่าหลายท่านคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้ว แต่ประวัติศาสตร์หน้านี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะขาดรายละเอียดสำคัญในส่วนของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาขณะที่เพชรฆาตได้ลงดาบประหารนายบุญเพ็ง...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ชาวบ้านรุ่นคุณทวดที่ได้เข้าชมการประหารชีวิตนายบุญเพ็ง ต่างรู้เห็นกันทุกคน (เพราะสมัยนั้นทางการอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมการประหารชีวิตได้) แล้วจึงมาเล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมาว่า เพชรฆาตได้ลงดาบฟันคอนายบุญเพ็งอย่างแรง แต่ดาบนั้นฟันไม่เข้า เนื่องจากนายบุญเพ็งเป็นคนที่มีอาคมขลังหนังเหนียว เพชรฆาตจึงบอกกับนายบุณเพ็งว่า มีของดีอะไรให้เอาออกมามิเช่นนั้นจะเอาไม้รวกสวนทวาร(ก้น) แล้วจะเจ็บปวดทรมานจนตาย...(วิธีการสวนทวารนี้ เป็นวิธีที่ครูเพชรฆาตสมัยโบราณสอนต่อๆกันมา จะใช้กับนักโทษประหารที่มีอาคมขลังหนังเหนียวเท่านั้น) นายบุญเพ็งจึงยอมคาย "พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียว" ซึ่งได้อมไว้ออกมาจากปาก จากนั้นเพชรฆาตจึงกุดหัวนายบุญเพ็งได้สำเร็จ...ข้อมูลส่วนนี้คือประวัติศาสตร์สำคัญหน้าที่ขาดหายไป แม้จะไม่ได้รับการจดบันทึกไว้อย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถูกเล่าขานเป็นตำนานในกลุ่มของผู้ที่นิยมสะสมพระกรุอย่างไม่มีวันจบสิ้น
จากเรื่องที่นายบุญเพ็งหนังเหนียวฟันไม่เข้า เพราะอมพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวไว้ในปาก กลายเป็นที่โจษขานกันอย่างมากในวงการนักสะสมพระเครื่องยุคปี พ.ศ.๒๔๖๒ ทั้งเซียนพระและชาวบ้าน(ที่รู้เห็นเหตุการณ์)ต่างพากันแสวงหาพระเครื่องชนิดนี้กันถ้วนหน้า ทำให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเขียวได้รับความนิยมขึ้นมาทันที ประกอบกับในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้มีกลุ่มคนร้ายเที่ยวลักลอบขโมยขุดพระเจดีย์ร้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อค้นหาสมบัติเพชรพลอยทองคำในพระเจดีย์กันมากขึ้น จึงทำให้พระเนื้อชินเขียวแตกกรุออกมาเรื่อยๆเป็นจำนวนมากมายมหาศาลตามไปด้วย ซึ่งพระกรุเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระเครื่องในตัวจังหวัดนั้นๆ จากนั้นก็จะถูกลำเลียงเข้าสู่สนามพระที่กรุงเทพอีกต่อหนึ่ง (สนามพระที่กรุงเทพในยุคนั้น อยู่ที่วัดราชนัดดา , วัดโพธิ์ , สนามหลวง ฯลฯ) ไม่ว่าจะเป็นพระร่วงพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระอัฏฐารสเนื้อชินเขียว , พระสี่สวนเนื้อชินเขียว , พระมเหศวรเนื้อชินเขียว , พระหูยานเนื้อชินเขียว , พระกำแพงหย่อง-พระปางลีลาพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว , พระขุนแผนเนื้อชินเขียว , พระนาคปรก-พระรอด พะเยาเนื้อชินเขียว , พระพิจิตรหัวดง-พระพิจิตรพิมพ์ต่างๆเนื้อชินเขียว เป็นต้น จากประสบการณ์ที่สัมผัสมา พระกรุเนื้อชินเขียวน่าจะมีแบบพิมพ์พระเครื่องรวมกันทั้งหมดไม่น่าจะต่ำกว่า 50 พิมพ์ และที่เป็นพระขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก(คล้องคอช้าง-ม้า)อีกไม่น้อยกว่า 10 พิมพ์
ส่วนในด้านประสบการณ์เชิงอิทธิปาฏิหารย์ของพระกรุเนื้อชินเขียว นอกจากเรื่องของนายบุญเพ็งแล้ว ยังมีอยู่อีกมากมายหลายเรื่องซึ่งคนเก่าแก่ในยุคนั้นทราบกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขุนโจร(เสือคุ้มต่างๆ)ที่แขวนพระแล้วออกปล้น แต่กลับคงกะพันหนังเหนียว หรือเรื่องของนักเลงหัวไม้ ที่แขวนพระเครื่องแล้วฟันแทงกันตามงานวัดแต่ไม่เป็นอะไร เป็นต้น...จากเท่าที่ได้ประมวลเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของคนในยุคนั้น เกี่ยวกับเรื่องของการแขวนพระเครื่องแล้วทำให้ผู้ที่แขวน กลายเป็นคนคงกะพันหนังเหนียวพบว่า พระที่แขวนคอกันส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นพระกรุเนื้อชินเขียวนั่นเอง ในส่วนนี้จึงเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างดีว่า คนในยุคนั้นให้ความนิยมกับพระกรุเนื้อชินเขียวกันขนาดไหนและเหตุผลคืออะไร
เมื่อพระกรุเนื้อชินเขียวกลายเป็นที่นิยมถึงขีดสุดของผู้คนในยุคสมัยนั้น พระปลอมจึงถูกผลิตออกมาต้อนรับกระแสความนิยมตามไปด้วย โดยผู้ที่ทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในยุคนั้น ได้ใช้ท่อแป๊ป (มีลักษณะเหมือนท่อ PVC ปัจจุบัน แต่ขนาดเล็กกว่า สร้างจากโลหะผสม มีน้ำหนักมาก) เอามาหลอมผสมกับตะกั่ว ช่วงแรกๆจะใช้วิธีการหล่อเททีละองค์ โดยนำมาเนื้อชินเขียวแท้มาเป็นแม่แบบ แต่ผลงานที่ทำออกมาห่างไกลจากพระของแท้มาก คือพิมพ์พระมักจะตื้นและมีขนาดที่หนากว่าพระเนื้อชินเขียวของแท้ ในบางองค์ก็เทหล่อไม่เต็มบางส่วนขององค์พระแหว่งหายไปเลยก็มี พอมาช่วงหลังๆจึงพัฒนาไปใช้เครื่องจักรปั๊มพระ คราวนี้พิมพ์พระมีความชัดเจนใกล้เคียงกับของแท้มาก เพียงแต่ขอบด้านข้างของพระแต่ละองค์จะมีเนื้อเกินจริงหรือล้นปลิ้นออกมา จึงจำเป็นต้องมาตัดหรือฝนขอบพระเพื่อเอาเนื้อที่ปลิ้นนั้นออกไป ซึ่งพระในชุดหลังนี้จะเห็นรอยตัดหรือรอยฝนขอบที่ด้านข้างทุกองค์
ไม่ว่าจะเป็นฝีมือทำพระเนื้อชินเขียวปลอมในช่วงแรกหรือช่วงหลัง เนื้อพระที่ทำออกมานั้นจะยังคงมีความใหม่หรือสดอยู่ คนทำพระปลอมจะยังไม่นำพระออกมาจำหน่าย แต่จะเอาพระไปแช่น้ำกรด เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิดสนิมขาวทั่วทั้งองค์พระก่อน สนิมขาวมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆซ้อนกันคล้ายกับไข่แมงดา หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าเหมือนกับพระกรุเนื้อชินเขียวของแท้มากๆ จากนั้นจึงนำพระที่ทำปลอมออกมาไปวางขาย แล้วล่อใจด้วยราคาขายที่ถูกแสนถูก..เรียบร้อยครับ..ผู้ซึ่งนิยมสะสมพระกรุรุ่นคุณปู่โดนหลอกซื้อพระเนื้อชินเขียวปลอมมาไว้ในอ้อมใจกันคนละองค์สององค์ แต่พอกลับมาถึงบ้าน นั่งพิจารณาพระที่ซื้อมาโดยละเอียด จับพระไปมาจะรู้สึกว่าที่มือนั้นมีฝุ่นสีขาวหลุดติดออกมาด้วย พอน้ำพระไปล้างน้ำ คราวนี้คราบสนิมไข่แมงดาสีขาวหายวับไปกับตา เหลือแค่พระสีคล้ายท่อแป๊ปเก่าๆเท่านั้น จึงรู้ตัวว่าถูกเขาหลอกขายพระปลอมมา...พอเซียนพระในยุคนั้นโดนพระเนื้อชินเขียวปลอมกันหนักๆเข้า จึงเปลี่ยนไปแสวงหาพระกรุเนื้อชินเงินแทน ทำให้ค่านิยมในพระกรุเนื้อชินเขียวค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่พระกรุเนื้อชินเงินค่านิยมเริ่มพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ จนแซงหน้าพระกรุเนื้อชินเขียว แล้วขึ้นสู่ทำเนียบพระกรุเนื้อชินยอดนิยมอันดับหนึ่งไปในที่สุด
ปัจจุบัน พระปลอมเนื้อชินเขียวในยุคนั้นได้ Return กลับมาในวงการพระเครื่องเมืองสยามอีกครั้ง ด้วยอายุความเก่าซึ่งถูกทำปลอมไว้เกือบ 100 ปี..บัดนี้..ทั้งปานดำ - ทั้งสนิมไขสีขาวขุ่น - ทั้งคราบสีเหลืองอมน้ำตาล และความเก่าในเนื้อพระ...สมบูรณ์แบบแล้ว..รอการเป็นเจ้าของจากท่านอยู่ (บางองค์รอติดรางวัลจากงานประกวดพระเครื่องอีกต่างหาก) ยิ่งพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ทุกเนื้อ-ทุกพิมพ์ จากฝีมือการทำพระปลอมของคนในพื้นที่(ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้)...พูดได้คำเดียวครับว่า "สุดยอด" ชนิดที่เรียกว่า ซื้อได้-ขายได้-ประกวดได้ กันเลยทีเดียว ดังนั้น หากท่านใดที่ชื่นชอบและมีรสนิยมในการสะสมพระกรุประเภทเนื้อชิน กรุณาพิจารณากันให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจเช่าบูชานะครับ เพื่อความสบายใจของตัวท่านและบุตรหลานในอนาคต (ขอบคุณข้อมูลจาก touch.exteen.com และภาพประกอบจาก krusiam.com)