19/09/2026
"งานยาก-ราคาผันผวน-ตู้ตึงตัว-เรือเลื่อน”
สรุปภาพรวมและแนวทางรับมือ สถานการณ์ขนส่งสินค้าทางเรือ (กันยายน - ตุลาคม 2026)
สถานการณ์ภาพรวมอยู่ในภาวะ "งานยาก-ผันผวน-ตึงตัว" เนื่องจากเป็นช่วง High Season (Peak Season) ก่อนวันชาติจีน ร่วมกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และมรสุม
1. ตารางเดินเรือและเวลาขนส่ง (Sailing Schedule & Transit Time)
• สถานการณ์: ตารางเรือเลื่อนซ้ำซาก (1-3 ครั้ง) ทั้งขานำเข้าและส่งออก เรือแม่ลดรอบลง เรือตกค้างตามท่าเรือหลัก
• สาเหตุหลัก:
o ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (กระทบเส้นทาง Red Sea / Middle East / Indian Subcontinent) ต้องจองเรือล่วงหน้า 3-5 สัปดาห์
o พายุและสภาพอากาศแปรปรวนในเอเชีย (จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, เวียดนาม)
o การยกเลิกเที่ยวเรือ (Blank Sailing) ในเส้นทางหลัก (Transpacific / Transatlantic) เสียพื้นที่ระวางมากกว่า 400,000 TEU
• ผลกระทบ: งานที่ต้องถ่ายลำ (Transshipment) เสี่ยงตกเรือ (Roll Over) ณ จุดถ่ายลำล่าช้า 1-4 สัปดาห์ และท่าเรือแหลมฉบังเกิดภาวะความหนาแน่นจากการที่เรือเข้าพร้อมกัน
2. ตู้สินค้าและพื้นที่ระวาง (Equipment & Space Allocation)
• สถานการณ์: ตู้สินค้าเปล่าขาดแคลนและตึงมือมาก
• สาเหตุหลัก: ตู้ส่วนใหญ่ถูกดึงไปประเทศฐานการผลิตหลัก (จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เวียดนาม) ประกอบกับโรงงานในจีนเริ่มกว้านตู้เปล่าไปเก็บไว้ก่อนหยุดยาววันชาติ
• ช่วงที่ต้องระวังที่สุด: ตู้สินค้าในไทยและเอเชียจะขาดแคลนหนักสุดใน สัปดาห์ที่ 37–38 : ช่วงวันที่ 7 กันยายน – 20 กันยายน 2026 และ สัปดาห์ที่ 42–44สัปดาห์ที่ 42–44: ช่วงวันที่ 12 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2026
3. ค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียม (Freight Rate & Surcharges)
• สถานการณ์: ราคาผันผวนสูง คาดเดายาก ยืนราคาได้ไม่นาน โดยเฉพาะขานำเข้า
• ปัจจัยกดดัน:
o สายการเดินเรือทยอยปรับขึ้นค่าเรือ ทั้ง GRI และ PSS ตั้งแต่กลาง ก.ย. – ต.ค
o มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มขึ้น เช่น ค่าเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk), ค่าเชื้อเพลิง (Emergency Bunker), และค่าลากต่อปลายทาง (Inland Surcharge)
• ผลกระทบ: ผู้ประกอบการบางส่วนต้องแบกรับ Storage / Demurrage Charge เพิ่มขึ้น หรือต้องปรับเปลี่ยนเทอมการซื้อขาย (Incoterms) / ย้ายไปใช้ Digital SPOT เพื่อประคองงบประมาณ
4. สถานการณ์ความหนาแน่นของท่าเรือหลัก (Port Congestion)
• สหรัฐอเมริกา: ภาพรวมยังบริหารจัดการได้ แต่ฝั่ง West Coast มีปริมาณตู้เพิ่มขึ้นมากเนื่องจากคนหนีค่าเรือแพงจากฝั่ง East Coast (การรอขึ้นรถไฟ IPI รอ 1-7 วัน / RIPI รอ 2-7 วัน)
• จีน: ท่าเรือฝั่งตะวันออก (Shanghai, Ningbo) เจอพายุมรสุม รอกระทบ 3–10 วัน ส่วนจีนตอนใต้ (Shekou, Yantian, Nansha, Hong Kong) หนาแน่นจากการเร่งระบายสินค้าผ่านเรือแม่น้ำ (Barge) รอเทียบท่า 1–5 วัน
• เอเชีย/เอเชียใต้: เกิดภาวะคอขวด เช่น มะนิลา (PHMNL) รอเทียบ 2–8 วัน ส่วนท่าเรือในอินเดีย/ศรีลังกา/โอมาน แออัดหนักจากการถูกใช้เป็น Hub ถ่ายลำชั่วคราว
💡 สรุปสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนรับมือสำหรับผู้นำเข้า
1. วางแผนล่วงหน้า เผื่อเวลาจองเรือ (Advance Booking) : จองพื้นที่เรือ (Booking) ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะเส้นทางตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และอเมริกา
2. สำรองตู้สินค้าเปล่า (ขาออก): วางแผนรับตู้ล่วงหน้าโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 37–38 : ช่วงวันที่ 7 กันยายน – 20 กันยายน 2026 และ สัปดาห์ที่ 42–44สัปดาห์ที่ 42–44: ช่วงวันที่ 12 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2026 เพื่อป้องกันสินค้าค้างโรงงาน
3.สำร องงบประมาณส่วนต่าง: เตรียมงบสำหรับค่า Extra Surcharges, ค่า Demurrage/Storage และค่าขนส่งทางบกที่อาจเกิดจากการล่าช้า
4. การพิจารณารวมตู้สินค้า: พิจารณาใช้ระบบ LCL หรือรวมตู้หากปริมาณสินค้าไม่ถึงพิกัด FCL
5. เผื่อ Transit Time: เผื่อเวลาส่งมอบสินค้าให้ลูกค้ารับปลายทางเพิ่มอีก 1–2 สัปดาห์
6. ประเมินความเสี่ยงต้นทุนที่ผันผวน บริหารต้นทุนการขนส่ง Logistics และกำหนดราคาขายสอดคล้องต้นทุน
P AND P E-LOGISTiCS CO.,LTD.
Tel: 02-3502514-6
Mail: [email protected]
ศักดิ์ 081-9116111