FTI WECCI : สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

FTI WECCI : สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change องค์กรที่ยกระดับการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมแก่ภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

🌏 ส.อ.ท. ชู 5 การเปลี่ยนผ่าน พาอุตสาหกรรมไทยจาก “ตั้งรับ” สู่ “สร้างความได้เปรียบ” บนเวทีโลกวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายปรีด...
01/10/2026

🌏 ส.อ.ท. ชู 5 การเปลี่ยนผ่าน พาอุตสาหกรรมไทยจาก “ตั้งรับ” สู่ “สร้างความได้เปรียบ” บนเวทีโลก

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรมไทยสู่เวทีโลก” ในงาน I-EA-T SOCIAL IMPACT FORUM 2026: เชื่อมโยงคุณค่า สู่พันธมิตรที่ขับเคลื่อนได้จริง จัดโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคม (Social Impact Assessment: SIA) โดยมี นางสาวบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ กนอ. (พัฒนาที่ยั่งยืน) กล่าวเปิดงาน และนายอนุชิต สวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ กนอ. (พัฒนาที่ยั่งยืน) กล่าวรายงาน พร้อมเน้นบทบาทของ กนอ. ในฐานะ “Impact Enabler” ที่เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการทำงานด้านความยั่งยืนจากรายองค์กรสู่พลังขับเคลื่อนร่วมกัน (Collective Impact)

นายปรีดากล่าวว่า “กติกาโลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครผลิตได้ถูกกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครผลิตได้สะอาดกว่า ยืดหยุ่นกว่า โปร่งใสกว่า และสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมได้มากกว่า คู่ค้าไม่ได้ถามเพียงว่าเราผลิตอะไร แต่ต้องการทราบด้วยว่าเราผลิตอย่างไร”

ท่ามกลางมาตรการสากลที่เข้มงวดขึ้น ทั้ง CBAM, PPWR มาตรการป้องกัน Greenwashing และ Digital Product Passport ซึ่งส่งผลต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง SMEs ไทย ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อน 5 การเปลี่ยนผ่านสำคัญ ได้แก่

Carbon & Energy
เปลี่ยนจากการนับปริมาณคาร์บอน ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพคาร์บอน (Carbon Productivity) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการใช้พลังงานสะอาด

Climate & Water Resilience
ยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและน้ำให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)

Circularity & End of Waste
เปลี่ยนของเสียและผลพลอยได้ให้เป็นวัตถุดิบทุติยภูมิ พร้อมส่งเสริมการพึ่งพากันระหว่างภาคอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis)

Data & Traceability
พัฒนาข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ภายใต้แนวคิด “Data = Product” เพราะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าผลิตภัณฑ์

SME Readiness
สนับสนุน SMEs ด้วยแนวทาง Simple, Shared, Scalable ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ระบบข้อมูล และเครื่องมือทางการเงิน เพื่อรักษาสถานะในห่วงโซ่อุปทานโลก

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. โดยเฉพาะ I5: Inclusive & Sustainable Growth ซึ่งมุ่งนำความยั่งยืนมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Low Carbon Transition, Circular Transformation และ Inclusive SME Transformation เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวและเติบโตไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายปรีดายังเสนอให้นำ มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับวงจร PDCA เพื่อยกระดับความยั่งยืนจาก “กิจกรรม CSR” ไปสู่ “ระบบบริหารธุรกิจหลัก” และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย G-R-I-T

G – Green: ผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ

R – Resilient: มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือความเสี่ยง

I – Inclusive: เติบโตอย่างทั่วถึงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

T – Trusted: โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่น

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตั้งรับกติกาโลก ไปสู่การใช้ความยั่งยืนสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และยกระดับภาพลักษณ์จาก Made in Thailand สู่ Trusted Thailand ซึ่งหมายถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ผลิตอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลก” นายปรีดากล่าว

#สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #สอท #กนอ

https://www.facebook.com/share/p/1HyhKx8Ppr/

30/09/2026

อ่านระบบเจ้าพระยา
วันนี้ไม่ใช่เรื่องเขื่อนเดียว แต่เป็นเรื่อง “น้ำหลายก้อนกำลังซ้อนกันทั้งระบบ”

วันนี้มีสัญญาณสำคัญจากกรมชลประทานออกมาพร้อมกันหลายชุด จนทำให้เราเห็นชัดว่า ระบบเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องบริหารอย่างละเอียดและอ่านทั้งระบบ ไม่ใช่มองเพียงจุดใดจุดหนึ่ง📌

1️⃣ด้านแรก คือ น้ำเหนือกำลังเพิ่ม
ข้อมูลวันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 06.00 น. ที่สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลบ.ม./วินาที และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 2,000–2,200 ลบ.ม./วินาที หากรวม side flow ระหว่างทางแล้ว ปริมาณน้ำที่ผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 2,200–2,400 ลบ.ม./วินาที

2️⃣แต่ปัญหาคือ ด้านที่สอง ท้ายน้ำยังตึงอยู่แล้ว
กรมชลประทานระบุเองว่า พื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยายังมีภาวะน้ำท่วมขัง และชุมชนริมตลิ่งนอกคันน้ำบางแห่งได้รับผลกระทบอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น การบริหารน้ำรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “จะปล่อยมากแค่ไหน” อย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง จะจัดจังหวะอย่างไรไม่ให้ท้ายน้ำแย่ลงไปอีก

3️⃣นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมชลประทานต้อง ชะลอน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นการชั่วคราว และเตือนพื้นที่เฝ้าระวังใน นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท พร้อมตั้งเป้าควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนไม่ให้เกิน +18.00 ม.รทก.
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบกำลังใช้พื้นที่เหนือเขื่อนบางส่วนเป็น “พื้นที่ผ่อนแรง” เพื่อประคองทั้งลุ่มน้ำ

4️⃣ขณะเดียวกัน ด้านตะวันออกของระบบก็มีอีกก้อนหนึ่งกำลังจะมา คือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ข้อมูลวันที่ 28 ก.ย. ระบุว่า เขื่อนมีน้ำ 840.94 ล้าน ลบ.ม. หรือ 96.49% ขณะที่น้ำไหลเข้าอ่างสูงถึงประมาณ 737.78 ลบ.ม./วินาที แต่ยังระบายอยู่เพียง 25.07 ลบ.ม./วินาที
จึงมีความจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายเป็น
115 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 30 ก.ย.
230 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 1 ต.ค.
และ 400 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 2 ต.ค.

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ชัดว่า การเพิ่มระบายของป่าสัก ไม่ใช่เรื่องแยกเดี่ยว
เพราะน้ำก้อนนี้จะเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่อยุธยา และสัมพันธ์กับแกนหลักเจ้าพระยาโดยตรง

5️⃣ดังนั้นจุดที่ควรจับตามากที่สุดในเชิงระบบ คือ พระราม 6 และพื้นที่อยุธยา
เพราะเป็นช่วงที่น้ำจากป่าสัก ต้องมา “จัดจราจร” ร่วมกับน้ำจากเจ้าพระยาหลัก

6️⃣หลักฐานภาคสนามจาก ชุมชนวัดอินทราราม คลองบางหลวง ต.วัดตะกู อ.บางบาล ยิ่งสะท้อนความตึงของระบบได้ชัด
ภายใต้เงื่อนไขที่ เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,950 ลบ.ม./วินาที
พบว่า ระดับน้ำจริง 5.55 เมตร (รทก.) สูงกว่าเกณฑ์ที่ทำไว้ 15 เซนติเมตร
นั่นแปลว่า พื้นที่ท้ายน้ำบางจุดตอบสนองต่อสถานการณ์จริงแรงกว่าที่ประเมินไว้ และเราควรอ่านด้วยความระมัดระวัง

7️⃣สาระสำคัญของวันนี้จึงไม่ใช่ “เขื่อนใดผิด” หรือ “เขื่อนใดปล่อยเท่าไร” เพียงอย่างเดียว
แต่คือการที่ น้ำจากหลายส่วนกำลังจะซ้อนกัน ได้แก่
น้ำเหนือจาก C.2, น้ำจากลำน้ำสาขา, น้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา, น้ำจากป่าสักที่จะทยอยเพิ่ม และสภาพน้ำท่วมขังที่ยังค้างอยู่ในตอนล่าง

8️⃣นี่คือเหตุผลที่เราต้อง “อ่านระบบเจ้าพระยา” แบบทั้งเส้น
ตั้งแต่ C.2 – เขื่อนเจ้าพระยา – พื้นที่เหนือเขื่อน – พระราม 6 – อยุธยา – บางบาล – บางไทร
ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขตัวเดียวแล้วรีบสรุป

🎋สรุปสั้นที่สุดในแบบดุลยชลวันนี้คือ

9️⃣เจ้าพระยารอบนี้ ไม่ได้มีเพียงน้ำเหนือเพิ่ม หรือป่าสักเพิ่มระบายอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่เป็นช่วงที่น้ำหลายก้อนกำลังเคลื่อนเข้าหากัน
ภารกิจสำคัญที่สุดคือการจัดจังหวะของทั้งระบบ เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนให้มากที่สุด

🧐พลเมืองลุ่มน้ำทุกท่าน ช่วงนี้ควรติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษครับ
โดยเฉพาะพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา พื้นที่ริมตลิ่งอยุธยา–บางบาล และแนวที่รับผลจากการเพิ่มระบายของป่าสักในช่วง 30 ก.ย. – 2 ต.ค.🥰

📍  ส.อ.ท. จับตา “แม่กลอง–เจ้าพระยา–ภาคตะวันออก” ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก ทบทวน BCP พร้อมรับน้ำทะเลหนุนข้อมูล ณ วันท...
29/09/2026

📍 ส.อ.ท. จับตา “แม่กลอง–เจ้าพระยา–ภาคตะวันออก”
ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก ทบทวน BCP พร้อมรับน้ำทะเลหนุน

ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 แม้ฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยขณะนี้ต้องติดตามทั้งการเพิ่มการระบาย น้ำเหนือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ และน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ปลายน้ำ

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ประเทศไทยเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนหนักบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และในช่วง 29 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่

สถานการณ์น้ำภาพรวมประเทศ
ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 62,643 ล้าน ลบ.ม. หรือ 78% ของความจุเก็บกัก และมีน้ำใช้การ 38,523 ล้าน ลบ.ม. หรือ 68% โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างสูงถึง 90% และภาคตะวันออก 89%

พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ
1. ลุ่มแม่กลอง – พื้นที่เฝ้าระวังสูง
ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแควน้อย–แควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มีการเพิ่มการระบายท้ายเขื่อนแม่กลองสู่ระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในราชบุรี–สมุทรสงคราม–สมุทรสาคร ต้องติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์ที่เชื่อมภาคตะวันตกเข้าสู่กรุงเทพฯ และผลของน้ำทะเลหนุน ขณะที่น้ำในอ่างภาคตะวันตกอยู่ที่ 90%

2. ลุ่มเจ้าพระยา – น้ำเหนือยังเพิ่ม
สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที จึงต้องติดตามการส่งผ่านน้ำลงสู่ ชัยนาท–สิงห์บุรี–อ่างทอง–อยุธยา–ปทุมธานี–นนทบุรี–กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะทยอยเพิ่มการระบายจาก 25 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน และเพิ่มสูงสุดเป็น 400 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ส่งผลต่อ อยุธยา-สระบุรี-ปทุมธานี (ฝั่งตะวันออก)

3. ภาคตะวันออก – น้ำในอ่างยังอยู่ในระดับสูง
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ แม้ฝนในหลายพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องติดตามน้ำไหลเข้าอ่าง การระบายผ่าน Spillway และผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนว ปราจีนบุรี–ฉะเชิงเทรา–ชลบุรี–ระยอง

สำหรับระยอง อ่างเก็บน้ำดอกกรายมีปริมาณน้ำ 93.19 ล้าน ลบ.ม. หรือ 112% ของระดับเก็บกักเพิ่มเติม และมีการระบายน้ำผ่าน Spillway และอาคารระบายน้ำลงสู่ลำน้ำเดิมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังมีแนวโน้มว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้น

พื้นที่เฝ้าระวัง: ปลวกแดง–บ้านค่าย–คลองจำพัง–แม่น้ำระยอง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมลำน้ำ ซึ่งควรติดตามระดับน้ำและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด

4. น้ำทะเลหนุนสูง 29 ก.ย.–4 ต.ค. – เพิ่มความเสี่ยงพื้นที่ปลายน้ำ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง มวลน้ำจากตอนบนที่ไหลลงมาสมทบกับน้ำทะเลหนุน อาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลองสูงขึ้น โดยพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและแนวสุขุมวิท–สุขสวัสดิ์–พระราม 2

ส.อ.ท. ขอให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและทบทวน Business Continuity Plan (BCP) หรือแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้พร้อมใช้งาน ตรวจแนวกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ย้ายวัตถุดิบ–สารเคมี–ทรัพย์สินสำคัญขึ้นพื้นที่ปลอดภัย ตรวจเส้นทางขนส่งสำรอง และกำหนดจุดตัดสินใจสำหรับปรับ ลด หรือหยุดการผลิต หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

“ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษขณะนี้ คือ การระบายในลุ่มแม่กลอง การส่งผ่านน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ระดับน้ำในอ่างภาคตะวันออก และน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ปลายน้ำ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องติดตามสถานการณ์รายพื้นที่ ทบทวน BCP และปรับการผลิต โลจิสติกส์ และซัพพลายเชนให้ทันต่อสถานการณ์” นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าว

📍 ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
กรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึง สำนักงานชลประทานที่ 9 และ 13

📍  ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCPเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา–แม่กลอง ขณะที่ภาคตะ...
28/09/2026

📍 ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP

เฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา–แม่กลอง ขณะที่ภาคตะวันตกและตะวันออกยังมีความเสี่ยงจากฝนสะสม ต้องติดตามใกล้ชิด พร้อมแนะผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม ลดความเสี่ยงต่อการผลิต โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุดและแตกต่างกันตามพื้นที่จากทั้งฝนสะสม น้ำหลาก น้ำเหนือ การระบายน้ำในลุ่มน้ำหลัก และระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 61,808 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 77% ของความจุเก็บกัก โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างประมาณ 89% และภาคตะวันออก 85% ขณะที่ฝนสูงสุดรายภาคพบที่ ระยอง 289 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ระนอง 135 มิลลิเมตร อุทัยธานี 110 มิลลิเมตร และสุพรรณบุรี 92 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 29 กันยายน –3 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนหนักบางแห่งด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง จึงยังต้องติดตามฝนสะสม น้ำหลาก และน้ำที่ส่งผ่านลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยพื้นที่เสี่ยงฝนหนักถึงหนักมาก ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ลุ่มเจ้าพระยา:
น้ำเหนือเพิ่ม จับตาการระบายและพื้นที่ตอนกลาง–ตอนล่าง ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจากวันก่อน ระดับน้ำ 22.47 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.23 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทานมีการพิจารณากรอบการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวทางควบคุมการระบายจริงไม่เกินประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามสถานการณ์น้ำเหนือและฝนในพื้นที่ หากเพิ่มการระบาย ระดับน้ำตอนกลางและตอนล่างอาจสูงขึ้น จึงต้องติดตามแนว ชัยนาท–สิงห์บุรี–อ่างทอง–พระนครศรีอยุธยา–ปทุมธานี–นนทบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่เชื่อมโยงฐานการผลิตและโลจิสติกส์

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ควรติดตาม C.2 การระบายเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำตามสถานีระหว่างทาง และ C.29 บางไทร เพื่อใช้เป็นสัญญาณปรับมาตรการและ BCP สำหรับพื้นที่ตอนล่าง

2. ภาคตะวันตก–ลุ่มแม่กลอง:
ติดตามใกล้ชิด หลังมีหนังสือแจ้งเตือนเพิ่มการระบาย ภาคตะวันตกเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งฝนสะสมสูง ปริมาณน้ำในอ่างที่อยู่ในระดับสูง และน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำที่ยังไหลลงสู่ระบบ โดยกาญจนบุรีมีฝนสูงสุดของภาค 238 มิลลิเมตร ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างของภาคตะวันตกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ

ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 13 ออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ เรื่องการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระดับน้ำท้ายเขื่อนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. เขื่อนแม่กลองระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,313 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 22.40 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง และท้ายเขื่อน 15.93 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลางพื้นที่ กาญจนบุรี–ราชบุรี–สมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และนอกแนวป้องกันน้ำท่วม จึงต้องติดตามใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ยังต้องติดตามเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนแก่งกระจาน เนื่องจากฝนสะสมและปริมาณน้ำในระบบอ่างมีผลต่อการบริหารน้ำระยะต่อไป

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความเสี่ยงครอบคลุมทั้งสถานประกอบการ แรงงาน เส้นทางขนส่ง วัตถุดิบ การส่งมอบสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ที่เชื่อมพื้นที่ภาคตะวันตกกับสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง

3. ภาคตะวันออก:
ฝนสะสมสูง ขณะที่น้ำในอ่างอยู่ที่ 85% ภาคตะวันออกยังต้องติดตามต่อเนื่อง โดยระยองมีฝนสูงสุด 289 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำของภาคอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% ของความจุ

พื้นที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
นครนายก ซึ่งมีน้ำจากเขาใหญ่ไหลลงเขื่อนขุนด่านปราการชลต่อเนื่อง
ปราจีนบุรี ซึ่งรับมวลน้ำจากแควหนุมานและคลองพระปรง
สระแก้ว ที่มีการบริหารการระบายน้ำคลองพระสะทึง
ฉะเชิงเทรา ที่ต้องติดตามอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและแม่น้ำบางปะกง
รวมถึง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ การระบายน้ำ และผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน คมนาคม และฐานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

แม้ฝนบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำในลำน้ำ ปริมาณน้ำในอ่าง พื้นที่ท้ายอ่าง และสถานการณ์จริงรอบพื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังสามารถส่งผลต่อการผลิต การขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ปลายน้ำได้

4. พื้นที่อื่นยังต้องเฝ้าระวังตามสถานการณ์
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประกาศเฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขังช่วงวันที่ 26–30 กันยายน ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ–ปริมณฑล และบางส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะระนอง ซึ่งมีฝนสูงสุดของภาคใต้ประมาณ 135 มิลลิเมตร รวมถึงพื้นที่ลาดเชิงเขาและริมลำน้ำที่ยังมีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน

จากการประสานกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าผลกระทบต่อสมาชิกแตกต่างกันตามพื้นที่ ส.อ.ท. จึงเน้นการบริหารสถานการณ์แบบ Area-based และปรับมาตรการตามระดับความเสี่ยงจริง

📍 ส.อ.ท. ย้ำรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน
ส.อ.ท. ขอให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยง บริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยย้ายวัตถุดิบ สารเคมี อุปกรณ์ และทรัพย์สินสำคัญไปยังพื้นที่ปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบสูบน้ำ แนวกั้นน้ำ และจุดเสี่ยงน้ำเข้าสถานประกอบการ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลพนักงานและการเดินทางเข้า–ออกพื้นที่ พร้อมทบทวน แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้พร้อมใช้งาน ครอบคลุมการผลิต แรงงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ระบบไฟฟ้าและน้ำ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และซัพพลายเชน เพื่อรองรับกรณีการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบหรือหยุดชะงัก

สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำเข้าท่วมแล้ว ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของบุคลากร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี น้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

“แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลองที่ยังต้องติดตามน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและการบริหารการระบายอย่างใกล้ชิด ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องบริหารความเสี่ยงแบบรายพื้นที่ และทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน เพื่อรักษาความปลอดภัย ความต่อเนื่องของธุรกิจ และลดผลกระทบต่อ Supply Chain ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรต้องติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
-------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัด

♻️  ส.อ.ท. จับมือ กนอ. MTEC และ ศสอ. ขับเคลื่อน "Maptaphut End of Waste Sandbox" ปั้นมาบตาพุดสู่เมืองอุตสาหกรรมหมุนเวียน...
24/09/2026

♻️ ส.อ.ท. จับมือ กนอ. MTEC และ ศสอ. ขับเคลื่อน "Maptaphut End of Waste Sandbox" ปั้นมาบตาพุดสู่เมืองอุตสาหกรรมหมุนเวียนต้นแบบ พร้อมต่อยอดสู่ Low Carbon City

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารอันตรายและของเสีย (ศสอ.) ประชุมติดตามความก้าวหน้า "Maptaphut End of Waste Sandbox" การพัฒนาระบบนิเวศการนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวทาง End of Waste (EoW)

การประชุมได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดย ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี คุณบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคุณปรีดา วัชรเธียรสกุล ประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change, คุณวิสุทธ จงเจริญกิจ คุณสุภาวิณี กฤษณวัฒนา, คุณสุมิตรา วิทิตกนก​ธำรง​, ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานสถาบันฯ คุณพิษณุ จารุพัฒนะสิริกุล, คุณพร้อมพร อิศรางกูร ณ อยุธยา, คุณสุรจิต สถาพรวลัยรัตน์ กรรมการสถาบันฯ, รวมถึงคณะทำงานจาก MTEC และผู้แทนจาก ศสอ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน

*ยกระดับมาบตาพุดสู่พื้นที่ต้นแบบ End of Waste*
เป้าหมายสำคัญของการประชุม คือ การผลักดัน Maptaphut End of Waste Sandbox ให้เป็นพื้นที่นำร่องการจัดการวัสดุเหลือใช้แบบวงจรปิด (Closed-loop Waste Management) และสร้างเครือข่ายพึ่งพากันระหว่างภาคอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis) โดยเชื่อมโยงของเสียหรือผลพลอยได้จากโรงงานหนึ่งให้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทุติยภูมิ (Secondary Raw Materials) ของอีกโรงงานหรืออุตสาหกรรมหนึ่งได้อย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานรองรับ

การขับเคลื่อน End of Waste จะครอบคลุมทั้งการศึกษาคุณสมบัติและศักยภาพของวัสดุ การกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานคุณภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการอนุญาตที่ยังเป็นอุปสรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ใช้วัสดุ และหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนต่อยอดผลสำเร็จจากพื้นที่นำร่องไปยังนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

*ต่อยอดสู่การจัดการ Climate Risk และ Low Carbon City*
ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือกับ กนอ. ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การประเมินและบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) และการกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมสามารถประเมินความเสี่ยง วางแผนปรับตัว ลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและคาร์บอนต่ำ

กลไกและแนวทางทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยภาคอุตสาหกรรมในการลดต้นทุนการผลิตและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากการหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจะช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Industry) อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในด้าน I5 การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Industry) ผสานกับการขับเคลื่อน Circular Transformation เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากลต่อไป

ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กนอ. MTEC และ ศสอ. จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากลไก End of Waste ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมสร้างต้นแบบระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถขยายผลเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

#กนอ #ศสอ

📢 ส.อ.ท. ร่วมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เสริมขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนนายวิสุทธ จงเจริญกิจ รองประธานสถาบันน้ำ...
17/09/2026

📢 ส.อ.ท. ร่วมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เสริมขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

นายวิสุทธ จงเจริญกิจ รองประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยมีนางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน

ที่ประชุมได้พิจารณากรอบยุทธศาสตร์ร่วมของ (ร่าง) แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2571–2575 ภายใต้แนวคิด “Net Positive Nature” เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

🏭 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การแข่งขันที่ยั่งยืน

ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ด้าน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าทรัพยากร และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

▪️ พัฒนากฎหมายและกลไก Extended Producer Responsibility (EPR) ให้ชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ
▪️ ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น PES กองทุน และกลไก Co-Pay เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการ
▪️ ส่งเสริมตลาดรองรับวัสดุเหลือใช้และวัสดุหมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจสีเขียว
▪️ ยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลและ OECD รองรับเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น

🧪 ใช้ Sandbox ทดสอบกลไก ก่อนขยายผลระดับประเทศ

นายวิสุทธกล่าวถึง โครงการทดลองนวัตกรรมทรัพยากรหมุนเวียนและการสร้างมูลค่า (Circular Resource and Value Creation Sandbox) ของ สผ. ว่าเป็นกลไกที่สอดคล้องกับแนวทาง Area-based Approach ซึ่งช่วยให้สามารถทดลองการบริหารจัดการทรัพยากรหมุนเวียน รวมถึงการปรับใช้กฎหมายและกฎระเบียบให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การดำเนินงานผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือ Public–Private–People Partnership จะช่วยลดอุปสรรคในการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ และนำผลสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลในระดับประเทศ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ I5: Inclusive & Sustainable Growth ของ ส.อ.ท. ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างสมดุล ทั่วถึง และยั่งยืน โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

#อุตสาหกรรมยั่งยืน

📢 ขยายเวลารับสมัครถึงวันที่ 22 กันยายน 2569!เปิดรับสมัครผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ ฟรี!กิจกรรมให้คำปรึกษาแนะน...
15/09/2026

📢 ขยายเวลารับสมัครถึงวันที่ 22 กันยายน 2569!
เปิดรับสมัครผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ ฟรี!

กิจกรรมให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อนำกากอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

✅ รับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จำนวน 6 ครั้งต่อกิจการ ทั้ง Onsite และ Online
✅ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการใช้ประโยชน์จากกากอุตสาหกรรม
✅ คัดเลือกกิจการที่มีศักยภาพเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบระดับ Pilot Scale
✅ ต่อยอดเชิงพาณิชย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

กลุ่มเป้าหมาย: โรงงานอุตสาหกรรมนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ในกลุ่ม S-Curve เกษตรแปรรูป แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ รวมถึงธุรกิจใน Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ดำเนินการ 20 จังหวัด: พิษณุโลก สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง ราชบุรี สงขลา และสุราษฎร์ธานี

📌 ขยายเวลารับสมัครถึงวันที่ 22 กันยายน 2569
สมัครได้ที่: https://forms.gle/rB3cgwM4GxHFs4TE6

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
☎️ 098 659 4519 หรือ 02 345 1266
📧 [email protected] / [email protected]

📢ส.อ.ท. เปิดหลักสูตร Water Leadership Program รุ่นที่ 11สร้างผู้นำบริหารจัดการน้ำ เสริมความรู้ ทักษะ และเครือข่าย พร้อมร...
14/09/2026

📢ส.อ.ท. เปิดหลักสูตร Water Leadership Program รุ่นที่ 11
สร้างผู้นำบริหารจัดการน้ำ เสริมความรู้ ทักษะ และเครือข่าย พร้อมรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเปิดหลักสูตร “ผู้นำด้านการบริหารจัดการน้ำ (Water Leadership Program) รุ่นที่ 11” เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ มุ่งพัฒนาผู้เข้าอบรมให้มีองค์ความรู้ ทักษะ และมุมมองที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง วางแผน และตัดสินใจด้านน้ำในระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมเปิดหลักสูตรเริ่มต้นด้วย พิธีเปิดและปฐมนิเทศหลักสูตร โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล ประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมการแนะนำโครงสร้างหลักสูตร สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ และแนวทางการเรียนรู้ โดยนายชูชาติ สายถิ่น ที่ปรึกษาสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเป้าหมายของการเรียนรู้ตั้งแต่วันแรก

จากนั้นเข้าสู่ Senior Talks : ถอดรหัสประสบการณ์จริง โดยนายกริชพล สุดสว่าง จาก Water Leadership รุ่น 6 และนางสาวพรรณพร สุวรรณ และนายสุวรรณ เด่นมาลัย จากรุ่น 10 ถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองจากการเข้าร่วมหลักสูตร ช่วยให้ผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 11 ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เห็นภาพการต่อยอดองค์ความรู้ และเข้าใจคุณค่าของการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เรียนแต่ละรุ่น

ปิดท้ายกิจกรรมด้วย “สานสัมพันธ์สร้างเครือข่ายผู้นำบริหารจัดการน้ำ” เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมทำความรู้จัก เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และเรียนรู้การทำงานร่วมกัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริม Mindset และการทำงานเป็นทีม ก่อนนำไปสู่การสรุปบทเรียนและจัดตั้ง Leadership Community เพื่อเป็นพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายตลอดหลักสูตร

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ Climate Change, Water Risk การพยากรณ์อากาศและการประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและ Water Balance กฎหมาย เทคโนโลยีการจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรม Water Reuse & Recycling และ Water Security พร้อมทำความเข้าใจแนวโน้มและความท้าทายด้านน้ำในระดับโลก รวมถึงแนวคิด Water Stewardship และ ESG เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทขององค์กร

หัวใจสำคัญคือการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการจัดทำ “Water Risk Management Plan” ขององค์กร โดยวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านน้ำขององค์กรและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมฝึกนำเสนอแนวคิดเชิงกลยุทธ์ต่อผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อรับข้อเสนอแนะและนำไปต่อยอดใช้จริง

ขณะเดียวกัน ผู้เข้าอบรมจะได้สร้าง Water Leadership Network ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ รุ่นพี่ และผู้เข้าอบรมจากหลากหลายองค์กร เพื่อพัฒนาเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว

การพัฒนาผู้นำด้านการบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับทิศทาง “The New Chapter of Thai Industry” ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. โดยเฉพาะ I4: Industrial Infrastructure Reform ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมี “น้ำ” เป็นองค์ประกอบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม และ I5: Inclusive & Sustainable Growth ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนแนวคิด I1: Intelligent Industry และ I2: Innovation & Creative Industry ขณะที่การสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรต่าง ๆ เชื่อมโยงกับ I3: International Alliance & Network

Water Leadership Program รุ่นที่ 11 จึงมุ่งพัฒนาผู้นำจาก “ผู้รู้เรื่องน้ำ” สู่ “ผู้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ” ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับองค์กร พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ุ่นที่11 #บริหารจัดการน้ำ

ขอประชาสัมพันธ์ กิจกรรมดีๆจาก สถาบันอุตสาหกรรมเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย.............................................
14/09/2026

ขอประชาสัมพันธ์ กิจกรรมดีๆจาก สถาบันอุตสาหกรรมเกษตร
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย.................................................................
🌿 ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้ เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม

From Sustainable Forests to Global Markets
เปิดประตูธุรกิจไม้ไทยสู่ตลาดโลกด้วยมาตรฐานสากล

🎤 Special Remarks “มาตรฐานการรับรองป่าไม้กับโอกาสของอุตสาหกรรมไม้ไทยในตลาดโลก”
โดย นายพิตติพัตน์ มั่นบุปผชาติ
ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร และประธานสำนักงานการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย (TFCC)

🎤 Panel Discussion
“From Certification to Competitiveness: ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ตลาดโลกด้วยมาตรฐานการรับรอง”
ร่วมเจาะมุมมองสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
🌍 แนวโน้มตลาดโลกและความคาดหวังของผู้ซื้อ
📈 มาตรฐานการรับรองกับการเพิ่มโอกาสทางการค้า
🏭 การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทยสู่การรับรอง
🤝 ความร่วมมือในการผลักดันอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ตลาดสากล

ร่วมเสวนาโดย
• นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้
• นางสาววิชชา พิชัยณรงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มรับรองหน่วยรับรอง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
• นางสาวรุ่งนภา วัฒนวิเชียร Member Services and Technical Support Coordinator (Thailand), PEFC International

📅 วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 | 13.00–14.00 น.
📍 Hall 5–6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
ภายในงาน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2026 (TIWF 2026)

✨ พิเศษหลังจบสัมมนา
พบกับ Fast-Track Consultation Desks & Certification Guidance ณ บูธ TFCC
ให้คำปรึกษาเรื่องมาตรฐาน PEFC พร้อม Package สนับสนุน การขอการรับรองมาตรฐาน สำหรับผู้ประกอบการ SME

🎁 เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับของที่ระลึกภายในงาน

📲 ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.cloud.microsoft/r/G6qY0yAr9Q

☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สถาบันอุตสาหกรรมเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โทร. 02-345-1242, 1288

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
Yan Nawa
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818089416

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ FTI WECCI : สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์